Showing posts with label ปุ๋ยอินทรีย์. Show all posts
Showing posts with label ปุ๋ยอินทรีย์. Show all posts

18 September 2009

ปุ๋ยพืชสด

0 comments

 

ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากต้นพืชและใบสดที่ปลูกเอาไว้ หรือขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อไถกลบหรือทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อยผุพังหมดแล้วจะให้ธาตุอาหารพืช และเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดิน ซึ่งจำเป็นต่อพืชหลักที่ปลูก ช่วยป้องกันไม่ให้ดินเกิดการเสื่อมโทรมเร็วเกินไป และยังช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำได้ด้วย

 

การปลูกพืชเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดนั้น หลังการไถกลบต้นพืชแล้ว ส่วนหนึ่งของเศษพืชที่ตกค้างอยู่จะทำหน้าที่คลุมดิน ป้องกันการระเหยของน้ำจากผิวดิน ขณะเดียวกันเศษพืชที่อยู่ในดิน เมื่อสลายตัวจะกลายเป็นอินทรียวัตถุ ที่ช่วยให้สภาพทางกายภาพของดินดีขึ้น

 

คุณสมบัติของพืชที่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นปุ๋ยพืชสด
ต้องเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้เร็วในดินทั่ว ๆ ไป เมล็ดงอกงามดี ออกดอกในเวลาสั้น ประมาณ 30-60 วัน และให้น้ำหนักสดสูง ต้านทางโรคและแมลงได้ดี ขยายพันธุ์ได้ง่ายและเร็วสามารถไถกลบได้ง่าย ลำต้นเปราะและเน่าเปื่อย สลายตัวได้รวดเร็วและที่สำคัญคือ ต้องมีธาตุอาหารสูง

ประโยชน์ของพืชสด
1. ลดอัตราการชะล้างพังทลายของดิน
2. ช่วยทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย สะดวกในการไถพรวนและเตรียมดิน
3. เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำรักษาความชื้นให้แก่ดิน
4. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน
5. ช่วยบำรุงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน
6. เพิ่มความสามารถในการดูดซึมธาตุอาหารของดินให้สูงขึ้น
7. ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี และเพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น

 

www.ldd.go.th

ปมรากของพืชตระกูลถั่ว ที่สามารถช่วยตรึงไนโตรเจนในอากาศได้ดี

ประเภทของปุ๋ยพืชสด
ปุ๋ยพืชสดนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลายชนิด ทั้งที่เป็นพืชตระกูลถั่ว และที่ไม่ใช่พืชตระกูลถั่วที่มีใช้กันอยู่อย่างแพร่หลาย ดังนี้
1. พืชตระกูลถั่ว เป็นพืชที่นิยมใช้กันมากสำหรับเป็นปุ๋ยพืชสด เนื่องจากว่าพืชตระกูลถั่วนอกจากจะขึ้นได้ง่าย และเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ที่รากพืชตระกูลถั่วจะมีปมรากมากมาย อันเป็นที่อาศัยของบักเตรีชนิดหนึ่ง คือ ไรโซเบียม ซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้
2. พืชตระกูลหญ้า ส่วนมากเป็นหญ้าซึ่งปลูกเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ หญ้าเหล่านี้เมื่อปลูกแล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดได้เช่นกัน แต่จะให้เพียงอินทรียวัตถุ    ส่วนแร่ธาตุอาหารพืชอย่างอื่นนั้นมีปริมาณน้อยกว่าพืชตระกูลถั่ว
3. พืชน้ำ มีอยู่ด้วยกันหลายชนิดที่สามารถนำมาใส่ในไร่นาแล้วไถกลบให้เป็นปุ๋ยพืชสดได้ เช่น ผักตบชวา, จอก และแหนแดง

การใช้ประโยชน์
วิธีการใช้ปุ๋ยพืชสดอาจแยกออกได้ตามลักษณะของระบบปลูกพืช ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ดังนี้
1. การปลูกพืชหมุนเวียน
2. การปลูกพืชแซม
3. การปลูกพืชแถบ
4. การปลูกพืชคลุมดิน

 

http://www.kasetporpeang.com

Read full story

17 September 2009

ปลูกปอเทืองช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน

0 comments

ปอเทืองปอเทือง (Crotalaria juncea) เป็นพืชฤดูเดียวตระกูลถั่ว ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามากสูงประมาณ 180 - 300 เซนติเมตร ใบเป็นใบเดียวยาวรี ช่อดอกเป็นแบบราซีม (racemes) ซึ่งอยู่ปลายกิ่งก้านสาขา ประกอบด้วยดอกย่อย 8 -20 ดอก ดอกสีเหลืองมีการผสมข้ามฝักเป็นทรงกระบอกยาว 3 - 6 เซนติเมตร กว้าง 1 - 2 เซนติเมตร หนึ่งฝักมีประมาณ 6 เมล็ด เมื่อเขย่าฝักแก่จะมีเสียงดังเนื่องจากเมล็ดกระทบกันเมล็ดมีรูปร่างคล้ายหัวใจสีน้ำตาลหรือดำ มี 10 -20  เมล็ด / ฝัก เมล็ดหนึ่งกิโลกรัมจะมีเมล็ดจำนวน 40,000 - 50,000 เมล็ด หรือหนึ่งลิตรจะมีประมาณ 34,481 เมล็ด

 

ปอเทืองสามารถปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด น้ำหนักสดประมาณ 1.5 - 5 ตันต่อไร่ จะให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 8.7 ถึง 28.9 กิโลกรัมต่อไร่ นิยมปลูกในสภาพพื้นที่ดอนในรูปแบบของพืชหมุนเวียน โดยหว่านหรือโรยเมล็ดก่อนการปลูกพืชหลัก เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น อย่างน้อย 2 - 2.5 เดือน แล้วไถกลบปอเทืองที่อายุประมาณ 50 - 60 วัน ในขณะที่ดินยังมีความชื้น ทิ้งไว้ 7 - 10 วัน ก่อนปลูกพืชหลัก หรืออาจปลูกในรูปแบบของพืชแซม โดยปลูกระหว่างแถวพืชหลัก ปลูกหลังจากพืชหลักประมาณ 1 - 2 สัปดาห์


การปลูกปอเทืองเพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนการปลูกพืชหลัก แต่การปลูกปอเทือง ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน ธันวาคม เหมาะสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์เพราะจะได้เมล็ดที่มีคุณภาพ หลังจากเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม  ไถกลบต้นตอ

 


การเตรียมดินและการปลูก

1. ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน
1.1 ก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว  ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน 1 – 2 วัน จึงใช้รถเก็บเกี่ยวข้าว  แต่วิธีนี้จะสูญเสียเมล็ดพันธุ์มากจากการกลบของฟางข้าว
1.2 หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดปอเทืองหว่าน ตามร่องรถเกี่ยวข้าว หรือกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง  หรือจะเก็บฟางข้าวไว้เลี้ยงสัตว์ วิธีนี้จะได้ใช้พื้นที่มากขึ้น
2. ปลูกโดยการเตรียมดิน
ใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้  ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอและเจริญเติบโตดี

การดูแลรักษา

หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้วประมาณ  3 – 5 วัน จะงอกโดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดิน  ไม่ต้องให้น้ำ
เมื่ออายุ  50 – 60 วัน ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อนเช่นเดียวกัน
ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ  120 – 130 วัน
ศัตรูที่สำคัญ ได้แก่หนอนผีเสื้อจะเจาะฝักกินเมล็ดข้างใน

การเก็บเกี่ยวผลผลิต
1. ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งเจ้าของรถเกี่ยวคือ ลำต้นจะมีความแข็งเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรสำหรับเกษตรกรผลผลิตค่อนข้างต่ำจึงไม่คุ้มต่อการลงทุน
2.ใช้เคียวเกี่ยวผึ่งแดดไว้ 3 – 4 แดด นำมาใส่กระสอบแล้วทุบให้ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย บนลานแล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย  ผลผลิตเฉลี่ย 80 -  120  กิโลกรัมต่อไร่

Read full story

09 September 2009

วิธีการคำนวณปุ๋ยอินทรีย์สำหรับปรับปรุงดิน

0 comments

ในการปรับปรุงคุณภาพดินของสถานีทดลอง พบว่าผลวิเคราะห์ดินของสถานีทดลองมีค่า pH ค่อนข้างเป็นกรดเล็กน้อย แต่มีอินทรียวัตถุต่ำมากและมีแคลเซียมต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่พืชต้องการถึง 10 เท่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมปุ๋ยหรือเศษอินทรียวัตถุเพิ่มลงในดิน การเพิ่มแคลเซียมสามารถใช้เศษเปลือกไข่บด หรือหินปูนบดที่ไม่เผาไฟประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ใช้โดโลไมท์แทนก็ได้ในอัตราเดียวกัน

วิธีการคำนวณปุ๋ยอินทรีย์สำหรับดินขนาด 1 ไร่
สมมติให้รากพืชสามารถหาอาหารได้ในความลึกเพียง 10 ซม. เท่านั้น (ในความเป็นจริงค่าจะมากกว่านี้) ดังนั้นคำนวณค่าต่างๆคือ

(1) พื้นที่ 1 ตร.ม. เท่ากับมีดิน 0.1 ลูกบาศก์เมตร

(2) พื้นที่ 1 ไร่เทียบเป็นตารางเมตรได้ 1,600 ตร.ม. จึงเท่ากับมีปริมาณดิน 160 ลบ.ม.

(3) ค่าความหนาแน่นของดิน พบว่าดินทั่วไปมีค่าเท่ากับ 1.3 – 1.5 กรัม/ลบ.ซม. คิดที่สูงสุดเพราะเป็นดินเหนียวหนาแน่นมาก คือ 1,500 กรัม ต่อ ลิตร หรือ 1.5 ตัน/ลบ.ม.

(4) ปริมาณดิน 1 ลบ.ม. มีน้ำหนัก 1.5 ตัน นั่นคือ ดิน 1 ไร่ที่คิดหน้าดินลึกเพียง 10 ซม.จะมีน้ำหนักเท่ากับ 160 x 1.5 = 240 ตัน หรือ 24,00 กิโลกรัม

ผลการวิเคราะห์ดินของสถานีทดลองพบว่ามีอินทรียวัตถุ 0.97 หรือประมาณ 1% ในขณะที่ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 3% และโดยทั่วไปปุ๋ยอินทรีย์จะมีอินทรียวัตถุ 50%


ทำการเทียบแบบ Pearson’s Square* จะได้ว่า

 

นั่นหมายความว่าใช้ดิน 47 ส่วนผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอินทรียวัตถุ 50% จำนวน 2 ส่วนจะได้อินทรียวัตถุในดิน 3% เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางศ์จะได้

ดิน 47 กิโลกรัม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 2 กิโลกรัม

ดิน 24,00 กิโลกรัม จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 2 x 24,000 = 1,021.28 กก.

                                                                  47

นั่นคือต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ครั้งละ 1.02 ตันต่อไร่ในแต่ละครั้ง แต่อินทรียวัตถุจะสลายตัวหมดได้ไม่เกิน 2 เดือน  ดังนั้นทั้งปีจึงต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดินขั้นต่ำ 6 ตันต่อไร่ จึงจะสามารถรักษาระดับอินทรียวัตถุในดินได้ตามความต้องการของพืช

* การคำนวณโดยใช้สี่เหลี่ยมของเพียร์สัน (Pearson's square method)
เป็นวิธีคำนวณโดยอาศัยรูปสี่เหลี่ยม เหมาะสำหรับใช้เมื่อมีวัตถุดิบเพียงสองชนิดหรือสองกลุ่ม และปริมาณที่ต้องการคำนวณจะต้องมีหน่วยในรูปร้อยละเท่านั้น ในกรณีของการคำนวณเพื่อปรับปรุงดินปริมาณอินทรีย์วัตถุที่ต้องการจะต้องมีค่าอยู่ระหว่างจำนวนอินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในวัตถุดิบของทั้งสองกลุ่ม

 

ขั้นตอนในการคำนวณ มีดังนี้
1. เขียนปริมาณอินทรีย์วัตถุที่ต้องการเป็นร้อยละไว้ตรงกึ่งกลางของรูปสี่เหลี่ยม ในที่นี้คือ 3

2. เขียนปริมาณอินทรีย์วัตถุซึ่งอยู่ในวัตถุดิบแต่ละชนิดที่ต้องการใช้ทั้งสองชนิดเป็นร้อยละ ไว้ตรงมุมซ้ายทั้งบน และล่างของรูปสี่เหลี่ยม ในที่นี้คือ ดิน = 1 และ ปุ๋ย = 50

3. หาผลต่างระหว่างตัวเลขที่มุมซ้ายกับตัวเลขกึ่งกลางของรูปสี่เหลี่ยมคำนวณแล้วใส่ผลต่างไว้ทางมุมขวาตามแนวเส้นทะแยงมุมของ ตัวเลขที่ใช้หาผลต่าง

ดิน 1-3 = 2

ปุ๋ย 50 –3 = 47


4. ตัวเลขที่ได้ทางมุมขวาเป็นปริมาณหรือสัดส่วนของวัตถุดิบที่เมื่อผสมวัตถุดิบทั้งสองชนิดตามสัดส่วนที่ได้นี้จะได้ดินที่มีจำนวนอินทรีย์วัตถุตรงกับความต้องการที่กำหนดไว้

อ้างอิง : อ.ธาตรี จีราพันธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์

Read full story

09 February 2009

โรงผลิตปุ๋ยหมัก

0 comments

โรงผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ

จากการที่บริษัทฯเห็นความสำคัญและสนับสนุนการลดปริมาณการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จึงสนับสนุนให้มีการผลิตน้ำหมักชีวภาพและสารชีวภัณฑ์ต่างๆเพื่อใช้ในการเพาะปลูกภายในสถานีทดลองและแจกจ่ายให้กับเกษตรกร  ทำให้สามารถลดต้นทุนและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันจึงได้ขยายผลโดยการสร้างโรงผลิตปุ๋ยหมักขึ้นภายในสถานีทดลอง เนื่องจากปัญหาในการกำจัดขยะเศษอาหาร เศษซากผลผลิตทางการเกษตรและของเสียจากกระบวนการผลิต  โดยการรวบรวมของเสียเพื่อใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักนั้น จะต้องทำควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้แยกขยะภายในโรงงานด้วย เพื่อความสะดวกในการผลิต นอกจากนี้ยังลดปัญหาในการกำจัดขยะประเภทอื่นๆ เนื่องจากขยะรีไซเคิล เช่น กระป๋อง ขวดแก้ว พลาสติก กระดาษ สามารถจำหน่ายออกไปนอกโรงงานได้ ทำให้ปริมาณขยะที่เหลือไว้กำจัดภายในโรงงานลดลงเป็นจำนวนมาก

สูตรการผลิตปุ่ยหมักจากเศษอาหาร
เศษอาหาร 3 ส่วน
กากน้ำตาล 1 ส่วน
น้ำหมักชีวภาพ 1 ส่วน

Read full story

11 October 2008

น้ำหมักชีวภาพและสารสกัดชีวภาพจากพืชสมุนไพร (3)

0 comments

สูตรกำจัดหนอนและแมลง

หางไหล 3 กิโลกรัม
เปลือกสะเดา 3 กิโลกรัม
หนอนตายหยาก 3 กิโลกรัม
ยาสูบ (ยาเส้น) 0.5 กิโลกรัม
เหล้าขาว 1 ขวด
น้ำส้มสายชู 1 ขวดกระทิงแดง

นำสมุนไพรมาทุบพอแตก เติมเหล้าขาวและน้ำส้มสายชู แล้วเติมน้ำให้ท่วม แล้วเติมกากน้ำตาลประมาณ 2 แก้ว หมักทิ้งไว้ 7 วัน ก็นำไปใช้ อัตรา 30 – 50 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร

สูตรป้องกันราหรือไร

หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ลิตร
กากน้ำตาล 1 ลิตร
ตะไคร้หอม 2 กิโลกรัม
ข่าแก่ 2 กิโลกรัม
ใบและเมล็ดสะเดา 2 กิโลกรัม

นำสมุนไพรมาโขลกให้แหลกพอประมาณ ใส่น้ำลงไปพอคั้นน้ำได้ แล้วคั้นน้ำสมุนไพรให้ได้ปริมาตร 3 ลิตร
นำหัวเชื้อจุลินทรีย์ผสมกากน้ำตาลแล้วผสมกับน้ำสมุนไพร ปิดฝาหมักทิ้งไว้ 3 วัน เมื่อครบกำหนดกรองเอาแต่น้ำ ประมาณ 0.5 ลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน

สูตรกำจัดเพลี้ยไฟ

ใบยูคาลิปตัส 2 กิโลกรัม
ยอดสะเดา 2 กิโลกรัม
ข่าแก่ 2 กิโลกรัม
บอระเพ็ด 2 กิโลกรัม
หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 แก้ว
กากน้ำตาล 1 แก้ว

นำสมุนไพรแต่ละอย่างมาแยกใส่ปี๊บเติมน้ำให้เต็ม แล้วต้มจนน้ำแห้งเหลือน้ำครึ่งปี๊บ แล้วเทรวมกัน จึงใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ และกากน้ำตาล ปิดฝาหมักทิ้งไว้ 3 วัน จึงนำไปใช้ โดย 250 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น หรือราดในนาข้าว

 

การใช้สารสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพ

ควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เช่น ปุ๋ยหมัก โดยใช้ปุ๋ยหมักคลุกเคล้าลงในดินขณะเตรียมดินปลูก แล้วใช้สารสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพเสริมธาตุอาหารให้แก่พืชในขณะที่พืชกำลังเจริญเติบโต

ในการใช้แต่ละสูตรจะใช้ในแต่ละช่วงเวลาของการเจริญเติบโตของ เช่น สูตรฮอร์โมนจะนำไปใช้ในช่วงที่พืชกำลังจะออกดอกออกผล สูตรสมุนไพรจะใช้เฉพาะป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น เพราะฉะนั้นในการใช้จะมีข้อจำกัด โดยเฉพาะสูตรทั่วไปสามารถนำมาผสมกับสูตรฮอร์โมนได้ในการนำไปฉีดพ่นหรือราดลงดิน ส่วนสูตรสมุนไพรควรใช้ต่างหาก ไม่ควรนำมาผสมกับสูตรทั่วไปหรือสูตรฮอร์โมน เพราะในสูตรสมุนไพรจะมีสารออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ สิ่งที่เราต้องการในสูตรทั่วไปและสูตรฮอร์โมนนั้น นอกจากธาตุอาหารของพืชแล้วเรายังต้องการกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ถ้าหากนำมาผสมและใช้ร่วมกับสูตรสมุนไพรจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ก็จะโดนทำลาย จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในสารสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพจะมีประโยชน์เมื่อนำไปฉีดพ่นพืชหรือราดลงในดิน จุลินทรีย์พวกนี้จะทำให้ดินโปร่ง ร่วยซุย และจะไปกำจัดจุลินทรีย์ที่ไม่มีประโยชน์ในดินและบนต้นพืช คือ จุลินทรีย์ก่อโรค นอกจากนั้นจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในสารสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพยังจะไปกำจัดจุลินทรีย์ที่ไม่มีประโยชน์      (จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดการเน่าและมีกลิ่นเหม็น) ในฟาร์มของเกษตรกรได้อีกด้วย เช่น ฟาร์มสุกร หรือฟาร์มไก่ที่ส่งกลิ่นเหม็นเป็นมลพิษทางอากาศ เป็นต้น

อ้างอิง : ศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Read full story

10 October 2008

น้ำหมักชีวภาพและสารสกัดชีวภาพจากพืชสมุนไพร (2)

0 comments

น้ำหมักชีวภาพ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ย และป้องกันกำจัดศัตรูพืชแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้ น้ำหมักชีวภาพประกอบด้วยสารอินทรีย์ต่างๆหลายชินด เช่น ฮอร์โมน เอนไซม์ และธาตุอาหารต่างๆ เป็นสารเพิ่มความต้านทานต่อโรคและแมลงให้พืช เอนไซม์บางชนิดจะทำหน้าที่ย่อยอินทรีย์วัตถุให้เป็นอาหารของจุลินทรีย์ และเป็นอาหารของพืช ฮอร์โมนที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นก็เป็นประโยชน์กับพืชถ้าให้ในปริมาณเล็กน้อย แต่หากเข้มข้นเกินไปจะทำให้พืชตายได้ ดังนั้น การใช้น้ำหมักชีวภาพจำเป็นต้องให้ในอัตราเจือจาง

น้ำหมักชีวภาพสูตรเร่งการออกดอกและบำรุงราก

ชนิดของน้ำหมักชีวภาพ

อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้
1) สูตรบำรุงใบและลำต้น ได้จากการหมักพืชและเศษอาหาร ปลา และหอย
2) สูตรบำรุงดอกและผล ได้จากการหมักผลไม้สุกต่างๆ
3) สูตรป้องกันศัตรูพืช ได้จากการหมักพืชสมุนไพรต่างๆ

น้ำหมักชีวภาพสูตรเร่งการเจริญเติบโต

เศษผักชนิดอวบน้ำ 1 ส่วน
ผลไม้สุกทุกชนิด 2 ส่วน
หอยเชอรี่ 1 ส่วน
หัวเชื้อจุลินทรีย์ ร้อยละ 10 ของปริมาตรน้ำหมัก
กากน้ำตาล 1 ส่วน

เตรียมวัสดุหมักตามสูตรกำหนด ถ้าสามารถบดให้ละเอียดได้ยิ่งดี ใส่ลงในถังหมัก เติมกากน้ำตาลเติมน้ำให้พอท่วมวัสดุ แล้วเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ประมาณ ร้อยละ 10 ของปริมาตรน้ำหมัก ผสมให้เข้ากัน ปิดฝาหมักทิ้งไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ นำไปผสมน้ำหนึ่งต่อหนึ่งพ่นฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง


น้ำหมักชีวภาพ
สูตรเร่งการออกดอกและบำรุงราก

มะละกอสุก 20 กิโลกรัม
ฟักทองแก่จัด 20 กิโลกรัม
กล้วยน้ำว้าสุก 20 กิโลกรัม
หัวเชื้อจุลินทรีย์ 2 ลิตร
กากน้ำตาล 5 ลิตร
น้ำสะอาด 100 ลิตร

หั่นผลไม้ให้ละเอียดใส่ในถังผสมให้เข้ากันเติมเชื้อจุลินทรีย์และกากน้ำตาล เติมน้ำให้ท่วมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดฝาหมักทิ้งไว้ 7-10 วัน จึงนำไปผสมกับน้ำ 1 : 1000 ฉีดพ่นทางใบหรือราดลงดินช่วงที่พืชผักติดดอกสัปดาห์ละครั้ง


น้ำหมักชีวภาพ
สูตรฆ่าเพลี้ยและไรแดง

ใบสาบเสือ 5 กิโลกรัม
ใบน้อยหน่า 5 กิโลกรัม
ใบหรือดอกดาวเรือง 5 กิโลกรัม
ใบสะเดา/เมล็ด 5 กิโลกรัม
โหระพา 2 กิโลกรัม
กระเทียม 1 กิโลกรัม

โขลกส่วนผสมหรือทุบให้แตก หมักในถังที่มีส่วนผสมของเหล้าขาว 40 ดีกรี (หรือใช้เอทานอล 70% เจือจาง) และน้ำส้มสายชู 5% อัตราส่วน 2 : 1 ให้ท่วมวัสดุหมักแล้วเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ร้อยละ 10 ของปริมาตรน้ำหมัก หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 1 คืน

วิธีใช้ผสมสารสกัดกับน้ำอัตราส่วน 1 : 5 และเติมน้ำสบู่เหลว (สารจับใบ) เล็กน้อย แล้วนำไปฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน

 

น้ำหมักชีวภาพสูตรกำจัดหนอนกัดกินใบและหนอนใยผัก

ใบสะเดา 2 ส่วน
ตะไคร้หอม 2 ส่วน
ขมิ้นชัน 1 ส่วน
ข่าแก่ 1 ส่วน

โขลกวัสดุให้แหลก หมักผสมกับน้ำ 8 ส่วนทิ้งไว้ 1 คืนจึงนำไปฉีดพ่น

 

น้ำหมักชีวภาพสูตรควบคุมหนอน แมลงวันและด้วงเต่าแตง

ขี้เถ้าไม้ และปูนขาวอย่างละ 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 8 ลิตรทิ้งไว้ให้ตกตะกอนประมาณ 1 คืน นำไปฉีดพ่นทุก 5 วัน

 

ในการปลูกแตงกวา สามารถใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆเพื่อป้องกันเพลี้ยไฟ (Haplotrips floricola) เพลี้ยอ่อน (Aphids gossypii)  ไรแดง (Tetramychus spp.)  เต่าแตงแดงและเต่าแตงดำ
สำหรับโรคราน้ำค้าง ใบด่าง ผลเน่า จะใช้บาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis : BT) หมักกับกากน้ำตาลเติมอากาศขยายเพิ่มจำนวน ฉีดพ่นทุกสัปดาห์

 

ประโยชน์ของการใช้น้ำหมักชีวภาพ

1) ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการเพาะปลูก
2) ผลผลิตปราศจากสารเคมีตกค้าง ปลอดภัยต่อการบริโภค
3) ช่วยปรับสภาพของดินให้ดีขึ้น ดินโปร่ง ร่วนซุย และลดการเสื่อมสภาพของดิน
4) ช่วยในการย่อยสลายอินทรีย์สารในดินได้ดีและเร็วขึ้น

link_icon สูตรการขยายเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis (บาซิลลัส ซับทิลีส)

Read full story

08 October 2008

เทคนิคการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์

0 comments

เชื้อจุลินทรีย์คือกุญแจสำคัญของระบบนิเวศ การทำการเกษตรจำเป็นต้องอาศัยกิจกรรมของ จุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุให้เป็นแร่ธาตุอาหาร ซึ่งต้องให้อยู่ในรูปสารอนินทรีย์เพื่อจะละลายน้ำได้ง่ายและพืชสามารถดูดซึมเอาไปใช้ได้ทันที แต่ผลจากการทำการเกษตรที่ไม่ถูกวิธี คือ การเผาเศษพืช การใช้ปุ๋ยเคมีเป็นเวลานานติดต่อกัน ประกอบกับประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นการสลายตัวของอินทรียวัตถุเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้ดินเสื่อมคุณภาพและปริมาณจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินน้อยลง จนไม่สามารถสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศในดินได้

การนำเอาหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นผลงานจากหน่วยงานทางราชการพัฒนาคิดค้นขึ้นใช้ในการปรับปรุงดินจึงเป็นแนวทางที่ช่วยเร่งการฟื้นฟูสภาพดินได้เร็วขึ้น แต่การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปผง หรือเป็นหัวเชื้อเข้มข้นที่บรรจุในขวดมีอายุการผลิตหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนมาแล้ว จะทำให้มีปริมาณจุลินทรีย์ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเนื่องจากจุลินทรีย์จะตายระหว่างการเก็บรักษาและรอจำหน่าย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพาะเลี้ยงขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อเพิ่มจำนวนมีปริมาณมากๆและเป็นการฟื้นฟูกำลังจุลินทรีย์ให้มีความแข็งแรง เมื่อนำไปใช้ทั้งใช้เร่งในกองปุ๋ยหมัก หรือราดลงดินก็พร้อมจะมีกิจกรรมได้ทันที

 

วิธีการเพาะเลี้ยงหัวเชื้อจุลินทรีย์

วัสดุและอุปกรณ์
1)กากน้ำตาลปริมาณ 100 ลิตร (สามารถใช้น้ำตาลทรายแดงแทนได้ น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม)
2)หัวเชื้อจุลินทรีย์ของ พด. 20 ถุง หรือ อีเอ็ม 20 ลิตร
3)ถังหมักขนาด 150 ลิตร จำนวน 10 ใบ
4)ปั้มลมให้อากาศ สามารถใช้ปั้มลมที่ใช้กับตู้ปลาก็ได้ โดยต่อสายยางแยกใช้หัวทรายพ่นให้อากาศแก่จุลินทรีย์ในถังให้ครบ 10 ใบ

วิธีการ
1)เติมน้ำสะอาดลงในถังขนาด 150 ลิตร ให้ได้ปริมาณประมาณ 3 ใน 4 ของความสูงถังหรือประมาณ 100 - 120 ลิตร
2)เติมน้ำตาลหรือกากน้ำตาลประมาณ 10% - 15% ของปริมาตรน้ำ
3)เทหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ขวด หรือ 1 ลิตร หรือ 1 ซองลงในถัง กวนผสมให้เข้ากัน
4)ต่อสายยางท่อให้อากาศจากปั้มลม โดยให้อากาศอย่างต่อเนื่องผ่านหัวทรายเป็นเวลา 5 – 7 วัน เชื้อจุลินทรีย์จะขยายเพิ่มจำนวนพร้อมนำเอาไปใช้

หัวเชื้อจุลินทรีย์
หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เลี้ยงได้ 3 วัน

 

การนำเชื้อจุลินทรีย์ไปใช้

ใช้เป็นหัวเชื้อในการทำปุ๋ยหมักโดยการราดลงบนกองปุ๋ยระหว่างที่มีการคลุกผสมวัสดุต่างๆให้เข้ากัน หรือนำไปผสมกับกากน้ำตาล 1 ลิตรใช้น้ำ 20 ลิตร แล้วใช้หัวเชื้อเจือจางให้ได้อัตราส่วน 1 : 500 เพื่อราดลงดิน

หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เพาะเลี้ยงขยายไว้นี้สามารถใช้เป็นหัวเชื้อในการทำน้ำหมักชีวภาพได้อีกด้วย โดยใช้เติมลงในถังน้ำหมักชีวภาพถังละ 1 ลิตร

Read full story

04 October 2008

การปรับปรุงคุณภาพดินสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ (6)

0 comments

 

ปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการนำเอาวัสดุอินทรีย์ที่เหลือทิ้งในไร่นามาหมักรวมกันแล้วปรับสภาพให้เกิดการย่อยสลายโดยอาศัยกิจกรรมของจุลินทรีย์

การใช้ปุ๋ยหมักในแปลงเกษตรอินทรีย์มีประโยชน์หลายประการดังนี้
(1) เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดินและเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้แก่พืช
(2) ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน โดยธาตุอาหารพืชค่อยละลายออกมา
(3) ช่วยปรับโครงสร้างดิน โดยดินเหนียวจะมีความร่วนซุย และดินทรายมีการยึดเกาะกันมากขึ้น ทำให้ดินมีความสามารถในการอุ้มน้ำในสภาพที่เหมาะสมแก่พืช
(4) เป็นแหล่งอาหารแก่จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินและช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

การทำปุ๋ยหมักที่ปล่อยให้เกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติใช้เวลานานอาจถึง 3 เดือน ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ ของทางราชการหลายหน่วยได้คิดค้นหัวเชื้อจุลินทรีย์ใช้เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย เช่น กรมพัฒนาที่ดิน มีหัวเชื้อชื่อ “สารเร่ง พด.” หัวเชื้อจุลินทรีย์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นต้น โดยหัวเชื้อนี้ประกอบด้วยจุลินทรีย์หลายชนิด ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และแอคติโนมัยซีส

หัวเชื้อที่เป็นตัวเร่งในการทำปุ๋ยหมัก มี 2 แบบ คือ
1) แบบแห้ง สามารถโรยใส่กองปุ๋ยหมักตามคำแนะนำข้างซอง
2) หัวเชื้อที่เป็นของเหลว ควรทำการขยายหัวเชื้อด้วยการเลี้ยงในกากน้ำตาลผสมน้ำอัตราส่วนกากน้ำตาล 1 ส่วนต่อน้ำ 20 ส่วนโดยใช้หัวเชื้อ 2 ลิตรใส่ในถังขยาย 100 ลิตร หมักทิ้งไว้ด้วยการให้อากาศผ่านปั้มลมประมาณ 4-5 วัน

 

การทำปุ๋ยหมักจากเศษมะเขือม่วง

เนื่องจากในกระบวนการคัดแยกมะเขือม่วงเพื่อใช้ในการแปรรูป จะมีมะเขือม่วงบางส่วนที่ไม่ผ่านมาตรฐาน จึงสามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยหมัก เพื่อลดปริมาณขยะ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะมะเขือม่วงได้

การทำปุ๋ยหมัก 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน) มีส่วนผสมดังนี้

1. เศษมะเขือม่วงสับหรือบดให้แหลก 600 กิโลกรัม
2. ปุ๋ยคอก (ขี้วัว)         300 กิโลกรัม
3. รำอ่อน 2 กระสอบ     (50 กิโลกรัม)
4. โดโลไมท์                  50 กิโลกรัม

วิธีการทำปุ๋ยหมักให้คลุกส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วราดหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เลี้ยงขยายโดยผสมกากน้ำตาลเจือจาง 1 ลิตร ต่อ น้ำ 50 ลิตร เพื่อให้จุลินทรีย์ไปช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุให้มีขนาดเล็กลง สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารให้ต้นพืชเอาไปใช้ได้ กลับกองปุ๋ยสัปดาห์ละครั้ง ใช้เวลาหมักประมาณ 1 เดือน ก็ใช้ได้ เมื่อนำปุ๋ยหมักอินทรีย์ไปใส่ในแปลงปลูกอินทรีย์วัตถุทั้งหลายจะถูกย่อยสลายและเปลี่ยนเป็นฮิวมัส ซึ่งเป็นแหล่งธาตุไนโตรเจนพืช ขี้วัวจะให้ธาตุอาหารพวกฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ส่วนโดโลไมท์ เป็นแหล่งธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม และแมกนีเซียม

 

โรยโดโลไมท์ กลับกองปุ๋ยหมัก
(ซ้าย) กองปุ๋ยหมักที่โรยด้วยโดโลไมท์
(ขวา) การกลับกองปุ๋ยหมักจากเศษมะเขือ

การดูแลกองปุ๋ยหมัก

(1)กองปุ๋ยหมักที่ทำไว้ทั้งกลางแจ้งและในโรงเรือนควรรักษาความชื้นให้พอเหมาะ มีวิธีทดสอบง่ายๆ คือ ใช้มือล้วงแล้วบีบเนื้อปุ๋ยเกาะติดกันโดยน้ำไม่ซึมหยดออกจากง่ามนิ้วมือ ถ้าไม่เกาะติดกันแสดงว่าความชื้นน้อยต้องรดน้ำ แต่ถ้าน้ำซึมออกมามากความชื้นมากเกิน ซึ่งทั้งสภาพ 2 แบบจะทำให้การย่อยสลายของกองปุ๋ยช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ควรกลับกองปุ๋ยทุกๆ 7-10 วัน เพื่อเป็นการระบายความร้อน และยังเติมอากาศให้กับจุลินทรีย์กลุ่มที่ต้องการอากาศอีกด้วย
(2) กองปุ๋ยหมักกลางแจ้งควรระวังเรื่องฝนที่ตกลงมาชะล้างธาตุอาหาร
(3) เมื่อจะนำเอาปุ๋ยหมักไปใช้ควรให้อุณหภูมิกองปุ๋ยเย็นลงพอๆกับอุณหภูมิภายนอก หรือสีของปุ๋ยคล้ำเป็นสีน้ำตาล จึงค่อยนำเอาไปใช้

 

การใช้ปุ๋ยหมัก

เมื่อปุ๋ยหมักผ่านกระบวนการหมักจนได้ที่แล้ว การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับพืชนั้นควรดูลักษณะของดินด้วย กรณีที่ดินไม่มีความอุดมสมบูรณ์ขาดอินทรีย์วัตถุ แร่ธาตุอาหารน้อย ดังภาพ จะรวมกันเป็นก้อนแข็งไม่ร่วนซุย สีซีดจาง ดังนั้นควรใช้วิธีใส่ปุ๋ยหมักรองพื้นก่อนปลูกพืช อัตราส่วน 2 ตันต่อไร่ แล้วไถคลุกกับดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้มีการปลดปล่อยแร่ธาตุอาหารพืช หลังจากนั้นจึงค่อยปลูกพืช และมีการใส่ปุ๋ยหมักเป็นระยะๆ ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (น้ำหมักชีวภาพ) ฉีดพ่นทางใบ วิธีนี้พืชจะตอบสนองต่อแร่ธาตุอาหารได้ดีและเจริญเติบโตดี

ดินขาดอินทรีย์วัตถุ

Read full story

03 October 2008

การปรับปรุงคุณภาพดินสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ (5)

0 comments

วิธีการปรับปรุงคุณภาพดิน

ผลกระทบจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรนอกจากจะก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในผลิตผลการเกษตรซึ่งเป็นอันตรายโดยตรงต่อผู้บริโภคแล้วยังสะสมสารพิษในดินจนดินเสื่อมสภาพ สิ่งมีชีวิตในดินถูกทำลาย หรือเรียกว่า “ดินตาย” ดังนั้นการปรับปรุงคุณภาพดินให้มีชีวิตโดยการพึ่งพาธรรมชาติหรือเลียนแบบวิธีธรรมชาติด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรืออินทรียวัตถุ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เกิดความสมดุลดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

ปุ๋ยคอก

ปุ๋ยคอกเป็นแหล่งธาตุอาหารของพืชที่หาได้ง่ายและราคาถูก เนื่องจากเกษตรกรไทยส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการปลูกพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยง โค กระบือ ไก่ เป็ด และสุกร ทำให้ได้มูลสัตว์เป็นจำนวนมาก เมื่อนำมาผ่านกระบวนการหมักแล้ว สามารถนำเอาไปใช้ในพื้นที่แปลงเกษตรกรได้ทันที ในปุ๋ยคอกมีจุลินทรีย์ อินทรีย์วัตถุ วิตามิน และฮอร์โมนพืชบางชนิด แต่เมื่ออินทรียวัตถุถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายแล้ว ทำให้ธาตุอาหารบางส่วนละลายไปกับน้ำและบางส่วนระเหยเป็นก๊าซ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ หรือไนโตรเจนเปลี่ยนอยู่ในรูปก๊าซแอมโมเนียที่มีกลิ่นฉุน ในปุ๋ยคอกแต่ละชนิดมีธาตุอาหารพืชไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์

ปริมาณธาตุอาหารหลักของพืชในปุ๋ยคอกแต่ละชนิด

ชนิดของปุ๋ยคอก    ไนโตรเจน (%)    ฟอสฟอรัส (%)    โพแทสเซียม (%)

มูลโค                     1.91                    0.56                    1.40

มูลกระบือ                1.23                    0.69                    1.66

มูลไก่                     3.77                    1.89                    1.76

มูลเป็ด                    2.15                    1.33                    1.15

มูลสุกร                   3.11                  12.20                    1.84

มูลค้างคาว              5.28                     8.42                   0.58

การใช้ปุ๋ยคอกมีข้อดี คือ เป็นวัสดุอินทรีย์ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น มีราคาถูก แต่การนำเอาปุ๋ยคอกไปใส่ให้กับต้นพืชโดยตรงอาจเป็นอันตรายแก่พืชได้ เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นจากการหมักในดินและแรงดันออสโมติก เนื่องมาจากความเข้มของแร่ธาตุทำให้ต้นพืชสูญเสียน้ำทางราก และเหี่ยวเฉาตายในที่สุด ดังนั้นควรนำปุ๋ยคอกมาหมักให้เกิดการย่อยสลาย และไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ระหว่างการหมักปุ๋ยคอกความร้อนที่เกิดขึ้นสูงถึง 70 องศาเซลเซียสจะช่วยกำจัดจุลินทรีย์ก่อโรคที่ติดมากับมูลสัตว์ได้อีกด้วย จึงเป็นการลดความเสี่ยงการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ในผลิตผลการเกษตร โดยเฉพาะพวกผักสดต่างๆ ซึ่งมักประสบปัญหาเมื่อส่งออกแล้วตรวจพบเชื้อก่อโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ทำให้ต่างประเทศลดความน่าเชื่อถือ การใช้ปุ๋ยคอกและอินทรียวัตถุเพื่อปรับปรุงโครงสร้างดินอาจใช้ได้ตั้งแต่ 1 – 3 ตันต่อไร่ต่อครั้ง

ไถดินตากแล้วนำเศษพืชมาโรย ใช้แกลบเหลืองและปุ๋ยคอกโรยซ้ำ

(ซ้าย)หลังจากไถดินตากแล้วนำเศษพืชมาโรย
(ขวา)ใช้แกลบเหลืองและปุ๋ยคอกโรยซ้ำ แล้วจึงไถคลุกผสมพร้อมกับราดนำหมักจุลินทรีย์ เพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินก่อนปลูกพืช

 

ปุ๋ยพืชสด

ปุ๋ยพืชสดเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการไถกลบหรือตัดสับต้นพืชลงในดินขณะที่กำลังมีการออกดอกเพราะมีธาตุอาหารสมบูรณ์และได้น้ำหนักสดมาก หลังจากนั้นปล่อยให้เกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติ ก็จะได้ธาตุอาหารสำหรับพืชที่จะปลูกต่อไป ในการปลูกพืชสำหรับเป็นปุ๋ยพืชสดนิยมพืชตระกูลถั่วมากที่สุดเพราะ ปลูกง่าย โตเร็ว มีราก ใบ ลำต้นมากและมีการสลายตัวเร็ว ถั่วที่นิยมใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ ปอเทือง โสนอัฟริกัน โสนไต้หวัน โสนคางคก ถั่วที่ปกคลุมดินช่วยปราบวัชพืช ต้นและใบร่วงเป็นปุ๋ยบำรุงดิน เช่น ถั่วพร้า ถั่วลาย ถั่วอัญชัน เป็นต้น

ถั่วพร้าเจริญเติบโตคลุมวัชพืช ถั่วเขียวกำลังออกดอกพร้อมจะไถกลบ

(ซ้าย) ถั่วพร้าเจริญเติบโตคลุมวัชพืช
(ขวา) ถั่วเขียวกำลังออกดอกพร้อมจะไถกลบ

การนำเอาพืชตระกูลถั่วมาเพาะปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดมีข้อพิจารณาดังนี้
(1)ลักษณะของดิน ต้องปรับให้เหมาะสม เช่น ถ้าดินเปรี้ยวควรใส่ปูน
(2)ฤดูกาลที่เหมาะสมควรเป็นต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม ก่อนการปลูกพืชหลักประมาณ 3 เดือน หรือปลายฤดูฝน หลังการเก็บเกี่ยวพืชหลัก โดยที่ดินยังมีความชื้นอยู่
(3)วิธีการปลูกมี 3 วิธี คือการโรยเมล็ดเป็นแถว หยอดเป็นหลุม และหว่าน ซึ่งควรไถดะก่อนหว่านเมล็ดแล้วคราดกลบ

การใช้ปุ๋ยพืชสดจะเป็นการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ แร่ธาตุและความอุดมสมบูรณ์แก่ดินในเวลารวดเร็ว

วิธีการใช้ปุ๋ยพืชสดทำได้ดังนี้
(1)การตัดสับและไถกลบควรทำในช่วงที่พืชมีธาตุไนโตรเจนและน้ำหนักสดสูงสุดเมื่อเริ่มออกดอกและบานเต็มที่
(2)การปลูกพืชปุ๋ยพืชสดในพื้นที่ขนาดใหญ่ใช้วิธีหว่านเมล็ดประมาณ 3 – 4 กิโลกรัมต่อไร่ และไถกลบก่อนปลูกพืชหลัก
(3)การปลูกแซมระหว่างร่องปลูกพืชหลักให้ปลูกเมื่อพืชหลักโตเต็มที่แล้วเพื่อป้องกันการแย่งธาตุอาหาร
(4)กรณีที่เกษตรกรมีพื้นที่ว่างเปล่าตามหัวไร่ปลายนาควรปลูกพืชปุ๋ยพืชสดแล้วตัดเอามาใส่ในแปลงปลูกพืชหลักและไถกลบ

Read full story
Related Posts with Thumbnails

H C Supply Co.,Ltd.. Get yours at bighugelabs.com

H C Supply Co.,Ltd.
162 Moo12 Weingkalong Sub-District, Weingpapao District, Chiangrai 57260 THAILAND
Tel. +66 (0)53 952 418 Fax. +66 (0)53 952 136
E-mail : hsuchuanfoods@hotmail.com
 

H C Supply Co.,Ltd. © 2008 Business Ads Ready is Designed by Ipiet Supported by Tadpole's Notez