Showing posts with label food safety. Show all posts
Showing posts with label food safety. Show all posts

10 September 2009

เกษตรอินทรีย์ไทย คิดให้ไกลกว่า "ปลูกข้าว"

0 comments

มูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลก แต่ละปีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย ปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ และหากเข้าไปดูในห้างสรรพสินค้าต่างๆ สินค้าเกษตรอินทรีย์ก็จะมีราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไปถึงสามเท่าตัวหรือ มากกว่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมมองเห็น โอกาสนี้ และพยายามที่จะปรับตัวเข้าไปสู่กระแสของสินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าเพื่อสุขภาพ

 

แต่คำถามก็คือเราจะก้าวไปอย่างไร ถ้าเราได้เปรียบในกระแสนี้ เราจะเดินไปอย่างไร จะปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ไปตลอด โดยมีเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และลาวเป็นคู่แข่งอย่างนั้นหรือ

 

 

ในการประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติ Go...Organic 2009 เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2552 เป็นการประชุมที่จัดโดยสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีที่ผ่านมา ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมองเห็นเกษตรอินทรีย์ของไทยในเวทีโลกได้ชัดเจนขึ้น

 

ปัจจัยที่ผู้ประกอบการควรรู้ก็คือสินค้าเกษตรอินทรีย์ แม้ว่าจะมีราคาดีในตลาดยุโรปอเมริกาและญี่ปุ่น แต่การจะได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ยากขึ้นทุกวัน เพราะมาตรฐานต่างๆ จะมีการปรับกฎเกณฑ์ทุกปีเพื่อให้ทันสมัย และมีกฎเกณฑ์เพื่อกีดกันทางการค้ามากขึ้นทุกปี

ในอีกปัจจัยหนึ่งที่ควบคู่กันก็คือในขณะที่สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นเทรนด์ แต่พื้นที่เพาะปลูกอาจจะน้อยลง เพราะพื้นที่ส่วนหนึ่งต้องถูกแบ่งปันเพื่อปลูกพืชพลังงาน

 

ในอีกทางหนึ่งก็มีแนวโน้มเช่นกันว่า ในขณะที่มาตรการต่างๆ มีการปรับให้ทันสมัย แต่ในอนาคตน่าจะผ่อนปรนลงด้วยเช่นกัน

 

คุณาวุฒิ บุญญานพคุณ ผู้จัดการโครงการด้านเกษตรอินทรีย์ สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ สรุปภาพจากการประชุมครั้งที่ผ่านมาทั้งในด้านของไทยที่ต้องรับมือกับกฎระเบียบ และเตรียมตัวสำหรับการเข้าสู่ตลาดเกษตรอินทรีย์ในอนาคต

 

แปรรูปเกษตรอินทรีย์คิดได้แล้ว

ตามที่ได้เกริ่นไว้ หากไทยยังยึดอยู่ที่การปรับความสมดุลในดินทำการเกษตรอินทรีย์เพื่อมูลค่าเพิ่ม ทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง (Contract farming)  ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ สร้างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งในไทยและส่งออก เช่น มาตรฐาน IFOAM จากสภาพันธุ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ก็ดูจะช้าไปหน่อย เพราะคู่แข่งที่สำคัญก็คือประเทศที่เป็นเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไม่ใช้สารเคมี เช่น ลาว เวียดนามมาแรง ฉะนั้นแล้วสิ่งที่ไทยควรจะมองข้ามชอตไปเลย ก็คือสินค้าแปรรูปจากเกษตรอินทรีย์ เช่น สแน็ก อาหารเสริม ขนม มีการพัฒนาไปค่อนข้างมากแล้ว แต่ก็ยังไม่พอเพียง

 

"เป้าที่สำคัญ คือเราไม่ควรที่จะขายแค่ของสด พืชเป้าหมายของคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ก็คือข้าว สมุนไพร ผัก และผลไม้ไทย หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน ซึ่งมีศักยภายที่จะมาแปรรูปได้ เราส่งของสดในบางส่วน แต่ผลผลิตในส่วนที่ขนาดยังไม่ได้มาตรฐาน เราก็นำมาแปรรูปทำอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ"

 

ส่วนผู้ที่จะแปรรูปหรือต่อยอดเกษตรอินทรีย์ในบ้านเรามีผลการศึกษาและรวบรวมฐานข้อมูลของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย พบว่าปัจจุบันงานวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านมามีจำนวนเพียง 270 ชิ้น โดยเฉลี่ยมีงานวิจัยประมาณ 20-30 งานวิจัยต่อปีเท่านั้น ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จะเกิดโอกาสใหม่ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถที่จะนำมาต่อยอดได้อย่างถูกจุด

 

http://www.organic-europe.net

 

ตรวจสอบย้อนกลับในเกษตรอินทรีย์

นอกจากนี้ ในเวทีของการประชุมดังกล่าว ยังมีการพูดถึงมาตรฐานของการตรวจสอบย้อนกลับ ที่จะนำมาใช้ร่วมในสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วย

 

สินค้าเกษตรทั่วไป อาจจะเป็นแค่การระบุว่ามาจากประเทศอะไร ฟาร์มอะไร แต่การปรับมาเป็นการตรวจสอบแบบย้อนกลับสำหรับเกษตรอินทรีย์ จะต้องมาปรับในรายละเอียดต่างๆ อีกมาก เช่น มาตรฐานสบู่อินทรีย์ต้องมีส่วนประกอบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะมีอะไรบ้างที่เป็นส่วนประกอบ ในกลุ่มเครื่องสำอางมีส่วนผสมที่ต้องมาดูมาปรับให้มีมาตรฐาน ตัวระบบมาตรฐานไทยเราก็ต้องเตรียมพัฒนาขึ้นมา ถ้าเราจะขายเนื้อหมูเกษตรอินทรีย์ เราไม่เคยมีมาตรฐานมาก่อน เราก็ต้องพัฒนาควบคู่กันขึ้นมาด้วย การแปรรูปสัตว์น้ำ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ต้องทำแผนระบบการพัฒนามาตรฐานการผลิต การแปรรูปที่สามารถรองรับกับมาตรฐานของยุโรปได้อีกด้วย

 

เกษตรอินทรีย์ไทยจะถูกกีดกันอะไรบ้าง

สิ่งที่เป็นประเด็นในการประชุมครั้งนี้ก็คือการใช้สารในการต้านแมลง  IFOAM ได้มีการพูดถึงสารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในการฆ่าแมลง เช่น สะเดา ซึ่งบ้านเราใช้ฆ่าแมลงตามธรรมชาติ แต่เนื่องจากว่าสะเดาเองไม่มีในยุโรป ทางยุโรปจึงมีการออกกฎระเบียบ ห้ามไม่ให้เราใช้สารจากสะเดาในการฆ่าแมลง รวมทั้งสมุนไพรไทยตัวอื่นๆ ด้วย

 

"ยาสูบป้องกันแมลง ต้นหนอนตายยาก พืชสมุนไพรไทยทั้งหลาย ห้ามเราใช้ทั้งหมด ซึ่งในปีนี้ ทางสำนักนวัตกรรมเองก็ได้เตรียมยื่นเรื่องรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ สะเดาและสมุนไพรไทยเพื่อเข้าไปเจรจาต่อรองในเวทีอีกด้วย"

 

ในส่วนของเมล็ดพันธุ์ที่มีการพูดกันมากคือสารเคมีที่นำมาใช้กันเชื้อรา เริ่มจากการใช้ในขั้นตอนการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ออกจำหน่าย ซึ่งที่ผ่านมาทาง IFOAM ได้ผ่อนผัน หรือปิดตาข้างหนึ่งมาตลอด แต่ในเวทีก็มีการพูดถึงกันอีกครั้ง โดยมีการระบุว่าภายในปี 2010 จะมีการตรวจสอบเรื่องเมล็ดพันธุ์อย่างเข้มข้น

 

อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ เป็นความพยายามที่ยากยิ่ง เพราะเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่อยู่ในมือของบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้การพูดคุยในประเด็นนี้เป็นโอกาสของคนที่คิดพัฒนาเมล็ดพันธุ์ปลอดสารในอนาคตอีกช่องทางหนึ่ง

 

รวมทั้งความคืบหน้าในการที่จะเชื่อมโยง มาตรฐานของยุโรป คือ IFOAM และการจัดตั้งตัวแทนของ IFOAM ในแต่ละประเทศ เพื่อที่จะออกมาตรฐานรับรองเกษตรอินทรีย์ในประเทศนั้นๆ ได้เลย

 

สำหรับเมืองไทยและผู้ประกอบการไทย หากคิดจะทำบิสซิเนสโมเดลในตอนนี้จะต้องมองให้ไกลและมองให้คุ้มทุนอย่างที่สุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่จะก้าวจากการปรับสินค้าเกษตรที่ใช้สารเคมีในปัจจุบันไปสู่การเป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์ก็อาจจะช้าเกินไป และยังเป็นการลงทุนที่สูงด้วย ดังนั้นการมองโอกาสในธุรกิจนี้จึงต้องมองในระยะยาว วางแผนตั้งแต่การผลิต แปรรูป และการวิจัยพัฒนาเพื่อเชื่อมต่อและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน 2552

Read full story

20 September 2008

ปัจจัยที่มีผลต่อผู้บริโภคต่อการเลือกซื้อผักและผลไม้

0 comments

vegetable

ผักและผลไม้เป็นอาหารสุขภาพและยาที่กำลังเป็นที่สนใจมากขึ้น โดยเฉพาะการเป็นอาหารต้านมะเร็ง หรือที่รู้จักกันดีว่าเป็น antioxidant หรือสารต้านอนุมูลอิสระ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลว่า การปฏิบัติตนให้มีพฤติกรรมและการบริโภคที่เหมาะสม จะสามารถป้องกันมะเร็งได้ 30-40% ของโรคมะเร็งทั้งหมด และยังป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ได้อีกด้วย การบริโภคที่เหมาะสมคือ
(1) เลือกทานอาหารที่ประกอบด้วยธัญพืช เช่น ถั่ว งา ข้าวโพด ข้าวกล้อง มันฝรั่ง มันเทศ ทานผักและผลไม้ให้มากเป็นประจำให้ได้อย่างน้อยวันละ 500 กรัม หรือมากกว่าครึ่งของปริมาณอาหารที่ทาน จะลดความเสี่ยงของมะเร็งได้ 20% หรือมากกว่า
(2) ทานอาหารที่มีไขมันต่ำ โดยไม่ควรเกิน 25-30% ของปริมาณพลังงานทั้งหมดต่อวัน (ผู้ชายควรได้รับพลังงานวันละ 2,000 แคลอรี ผู้หญิงวันละ 1,500 แคลอรี)
(3) งดอาหารเค็มจัดและหวานจัด โดยเกลือต้องไม่เกิน 1 ช้อนชา และน้ำตาลไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะ ในอาหารทั้งหมดแต่ละวัน

จากผลสำรวจข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2551 จากการประชุมเครือข่ายไม้ผลเมืองร้อน ได้ข้อมูลแนวโน้มของสิ่งที่ผู้บริโภคคำนึงถึงในการเลือกซื้อผักและผลไม้ ดังนี้

อันดับที่  1    ราคา (Value, cost)
อันดับที่  2    คุณภาพ (Product quality)
อันดับที่  3    ความปลอดภัย (Food safety)
อันดับที่  4    รสชาติ (Taste, Flavour)
อันดับที่  5    ความสดใหม่ (Freshness)
อันดับที่  6    วัสดุบรรจุภัณฑ์ (Packaing)
อันดับที่  7    ยี่ห้อ (Brand)
อันดับที่  8    คุณค่าทางโภชนาการ (Health, Nutrtion)
อันดับที่  9    ความสะอาด ปราศจากสารเคมีตกค้าง (Clean, chemical free)

ผู้บริโภคจะไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกระบวนการผลิตที่ไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก เป้าหมายหลักของการบริโภคผักและผลไม้ ก็คือ เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ มีประโยชน์แก่ร่างกาย ย่อยง่าย และมีคุณค่าทางยาทั้งเพื่อสุขภาพและความงาม รวมทั้งผักและผลไม้ที่ผลิตแบบอินทรีย์หรือแบบธรรมชาติจะมีบทบาทมากขึ้น (อ้างอิง: IGD, Shopper Trends in Products and Store Choice, 2007)

carbon footprint cycle

ประเด็นที่ผู้ผลิตควรพิจารณาก็คือ ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยให้มีการสูญเสียในการจัดการน้อยที่สุด เนื่องจากมีการพิจารณาถึงปริมาณการปลอดปล่อยก๊าซคาร์บอนที่มำให้เกิดภาวะเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้บริโภค ด้วยการพิจารณาค่า carbon footprint ผู้บริโภคจะเลือกซื้อผักและผลไม้ที่ผลิตในประเทศหรือท้องถิ่นที่ไม่ห่างไกลมากกว่าเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศที่ต้องขนส่งมาเป็นระยะทางไกลๆ มีการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าที่วางจำหน่ายโดยไม่ใช้บรรจุภัณฑ์ สรุปคือ สินค้าที่ผู้บริโภคต้องการมากจะเป็นผักและผลไม้ที่ผลิตตามแบบธรรมชาติ (nuturally healthy)  และกลุ่มที่ผลิตในท้องถิ่น (locavore) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภคที่จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต

อ้างอิง : เคหะการเกษตร ฉ.9 กันยายน 2551

Download :
อาหารและผลไม้ป้องกันมะเร็ง โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

Read full story

11 August 2008

Protect yourself from food contaminations

0 comments

Wide-spread food contaminations, such as the current scare over tainted tomatoes and jalapeno peppers, seem to be getting more and more common. One problem is that so much of our food supply passes through large processing and distribution centers, meaning that an isolated problem, such as a single piece of contaminated equipment, can translate into nation-wide outbreaks.
As the 2006 spinach crisis demonstrated, organic products are not immune to this issue. And as the demand for organics increase, so does the risk of contamination. Even with the rise of industrial-scale organic farms (another story entirely!), huge national brands like Earthbound Farms rely on produce from dozens or even hundreds of individual farms to supply their needs. All of the produce is "pooled" and then washed, packed, and shipped from central distribution centers. So when contamination occurs, it can take weeks or months to trace the problem back to its source. Sometimes the source is never identified.


Here are some tips you can use to minimize your risk of food contamination:

Buy local, ideally, direct from the farmer. Growers that sell direct to their customers aren't immune to contamination but they are infinitely more accountable, and they know it. If a few people buy spinach from a farmer's stand and get sick, it's going to take health authorities (and the local newspaper) about five minutes to identify the source. Also, the fewer people and machines that handle the food in between the farm and your table, the fewer the opportunities for contamination.

Practice safe food handling in your own kitchen. It doesn't make the newspapers but by far the biggest cause of food-borne illness is improper handling in the home. A few simple habits can greatly reduce the risk of food contamination in your kitchen.
1. Wash your hands thoroughly (for 20 seconds) with warm water and soap before handling food. That includes unpacking groceries.
2. Clean sink, countertops, cutting boards, and other kitchen surfaces with disinfectant daily.
3. Wash or replace sponges, brushes, dishcloths, and dishtowels FREQUENTLY. Sponges and brushes should be run through the dishwasher every time you run it. Dishcloths and towels should be laundered after two days.
4. Immediately and thoroughly clean anything that comes into contact with raw meat (your hands, counters, cutting boards, sink dish towels, etc.).
5. Washing produce with "vegetable wash" will not kill salmonella or e. coli bacteria. Only cooking can reliably kill these bacteria. But there are steps you can take to make your salads and raw vegetables safer.
Washing produce with a 3% solution of hydrogen peroxide (the kind you buy at the drugstore) might be of some benefit. I find it easiest to put the hydrogen peroxide it in a spray bottle and leave it under the sink. When I bring home produce, I put it in my (clean) kitchen sink and spray it to saturate. After five minutes, I rinse the produce, let it air (or spin it) dry before storing. The hydrogen peroxide rinses away without leaving any residual taste or odor and can also help retard spoilage.
6. Keep cold foods cold and warm foods hot. Bacteria grows fastest in the "danger zone" between 40 degrees F (the temp of your fridge) and 140 degrees F (serving temperature for hot foods). Don't let hot food cool to room temperature before putting in the fridge...that's too long in the danger zone. To keep hot food from heating up your refrigerator, let it cool at room temperature for one hour before refrigerating. Dividing large quantities into smaller containers will also help it cool faster.


Posted by Monica Reinagel : NutritionData.com
Read full story
Related Posts with Thumbnails

H C Supply Co.,Ltd.. Get yours at bighugelabs.com

H C Supply Co.,Ltd.
162 Moo12 Weingkalong Sub-District, Weingpapao District, Chiangrai 57260 THAILAND
Tel. +66 (0)53 952 418 Fax. +66 (0)53 952 136
E-mail : hsuchuanfoods@hotmail.com
 

H C Supply Co.,Ltd. © 2008 Business Ads Ready is Designed by Ipiet Supported by Tadpole's Notez