<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><rss xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' version='2.0'><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267</atom:id><lastBuildDate>Thu, 26 Nov 2009 07:38:06 +0000</lastBuildDate><title>H C Supply Co.,Ltd.</title><description></description><link>http://hcsupply.blogspot.com/</link><managingEditor>nonny264@gmail.com (Nonny*)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>52</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-8806730535749426683</guid><pubDate>Wed, 28 Oct 2009 05:03:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-10-28T12:03:06.624+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>vegetable</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>news</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>organic farm</category><title>ปลูกผักปลอดสารพิษในกระสอบเก่า</title><description>&lt;p align="justify"&gt;คุณโสทร รอดคงที่ บัณฑิตหนุ่มจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี หันหลังจากงานประจำมาเริ่มต้นทำงานเกษตรแบบพอเพียง โดยการปลูกผักแบบปลอดสารพิษในกระสอบเก่า โดยแนะนำว่าสามารถใช้ได้ทั้งกระสอบปุ๋ย, กระสอบอาหารสัตว์, กระสอบแป้งสาลี หรือกระสอบต่าง ๆ ขนาดใดก็&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160; ได้ ยกเว้นกระสอบป่าน สำหรับกระสอบปุ๋ยบางชนิดที่น้ำซึมผ่านยากนั้นควรนำมาเจาะรูให้สามารถระบายน้ำได้ก่อน แต่ถ้าเป็นกระสอบที่น้ำซึมผ่านได้ดี ก็นำมาใช้ได้เลย&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/13/page8/p1.jpg" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;img src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/13/page8/p2.jpg" /&gt;     &lt;br /&gt;ดินที่จะนำมาใส่กระสอบนั้น ก็จะต้องผสมให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ โดยเน้นวัสดุปลูกที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยคอกเก่า, ปุ๋ยหมัก, แกลบ, แกลบเผา, เศษใบไม้ ฯลฯ คลุกเคล้า&amp;#160; ให้เข้ากัน คุณโสทรแนะว่า ถ้าผสมปุ๋ยหมักจุลินทรีย์โบกาฉิ ได้ด้วยก็จะยิ่งดี&amp;#160;&amp;#160; วิธีการทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ คือ นำปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน ผสมกับรำละเอียด 1 ส่วน ผสมกับแกลบหรือหญ้าแห้ง ฟางแห้ง ทะลายปาล์ม หรืออื่น ๆ 1 ส่วน คลุกเคล้ากันให้ทั่ว จากนั้น นำกากน้ำตาล 40 ซีซี ละลายน้ำ 10 ลิตร ใส่จุลินทรีย์ 40 ซีซี คนให้เข้ากัน&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;img src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/13/page8/p3.jpg" /&gt;     &lt;br /&gt;หลังจากนั้นนำน้ำที่ได้ไปราดคลุกเคล้ากับวัสดุที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้วทดสอบว่า วัสดุปลูกใช้ได้หรือยัง ทดสอบโดยใช้มือขยำวัสดุปลูกดู หากยังมีน้ำไหลออกระหว่างนิ้ว แสดงว่าวัสดุปลูกแฉะเกินไป ให้เพิ่มวัสดุเข้าไปอีก ถ้าขยำเป็นก้อน แล้วปล่อยมือ ถ้าก้อนไม่แตกออกมาแสดงว่าพอดี ถ้าปล่อยมือแล้วก้อนวัสดุแตกทันที แสดงว่าวัสดุยังแห้งเกินไป ให้ราดน้ำจุลินทรีย์เพิ่มลงไป หมักวัสดุดังกล่าวโดยการกองไว้ในที่ร่ม&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160; ใช้กระสอบป่านคลุม ควรกลับกองวันละ 1 ครั้ง กลับกองปุ๋ยเรื่อยไปจนกว่าจะเย็น ซึ่ง&amp;#160;&amp;#160; ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จะ&amp;#160; นำมาใช้ได้ก็ราว 7-&amp;#160; 10 วัน&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;img style="display: inline; margin-left: 0px; margin-right: 0px" height="229" src="http://www.dailynews.co.th/content/images/0910/13/page8/p4.jpg" width="155" align="left" /&gt;&amp;#160; ก่อนที่จะใส่วัสดุปลูกลงในกระสอบนั้น ผู้ปลูกจะต้องรู้ก่อนว่าจะปลูกผักชนิดใด เพื่อใส่ดินให้เหมาะกับชนิดผักนั้น ๆ เช่น ถ้าปลูกผักที่มีรากยาว อย่างพริก, มะเขือเทศ, มะเขือเปราะ, มะเขือยาว ฯลฯ เราก็ต้องพับหรือม้วนปากกระสอบลงมาแล้วใส่ดินปลูกให้สูง 20-25 ซม. ถ้าปลูกผักที่มีรากสั้น อย่างผักกินใบ พวกคะน้า, กวางตุ้ง, ฮ่องเต้ ฯลฯ ก็ใส่ดินน้อยลงมา ให้สูงสัก 10-15 เซนติเมตร แต่การวางกระสอบในแนวตั้งจะทำให้ได้พื้นที่ในการปลูกน้อยแนะนำให้ใช้วิธีการใส่ดินในกระสอบประมาณครึ่งกระสอบแล้วมัดปากกระสอบด้วยเชือก วางกระสอบให้นอนลง จากนั้นก็ทำการเจาะรูที่กระสอบ อุปกรณ์ในการเจาะ หากระป๋องปลากระป๋องมาทาบแล้วใช้มีดคัตเตอร์ตัดเป็นวงกลม เพื่อให้ หยอดเมล็ดผักได้ โดยจำนวนรูที่เจาะก็ตามความเหมาะสมประมาณ 9-12 รู แล้วแต่ขนาดของกระสอบ จากนั้นนำเมล็ดผักมาหยอดปลูกได้ทันที รดน้ำเช้า-เย็น เมื่อต้นผักงอก มีใบจริง 2-3 ใบ ก็ให้รดน้ำหมักชีวภาพ.    &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;&lt;em&gt;ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ &lt;/em&gt;&lt;a title="http://www.dailynews.co.th" href="http://www.dailynews.co.th"&gt;&lt;em&gt;http://www.dailynews.co.th&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-8806730535749426683?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/10/blog-post_28.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-6444514722553159864</guid><pubDate>Wed, 28 Oct 2009 04:54:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-10-28T11:54:05.077+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>news</category><title>'ก๊าซชีวภาพ' จากขี้หมูสู่ครัวเรือน</title><description>&lt;p align="justify"&gt;&lt;img title="k1" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="375" alt="k1" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SufOakcz9OI/AAAAAAAAHKQ/rC05DoOYjW8/k1%5B5%5D.jpg?imgmax=800" width="500" border="0" /&gt;&amp;#160; &lt;br /&gt;&amp;quot;ก๊าซชีวภาพ” หรือ “&lt;strong&gt;ก๊าซขี้หมู&lt;/strong&gt;” ของบ้านสบสาหนองฟาน ต.ดอน แก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างเจ้าของฟาร์มกับชาวบ้านเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหามลพิษและกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงหมู จึงทำให้ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์ม ร่วมกับหน่วยงานราชการสร้างระบบบ่อหมักก๊าซชีวภาพขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องมลพิษและแมลงวัน แล้วก็ต่อท่อก๊าซไปให้ชาวบ้านได้ใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้ชาวบ้านสามารถประหยัดค่าก๊าซหุงต้มไปได้ไม่น้อยกว่าครัวเรือนละ 50-100 บาทต่อเดือน    &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;หลังจากนั้นชาวบ้านต่างคนก็ต่างใช้โดย ปล่อยบ่อหมักก๊าซทำงานไปตามธรรมชาติ โดยขาดการดูแลรักษา เวลาผ่านไปปริมาณก๊าซเริ่มน้อยลงจนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จนชาวบ้านขาดความเชื่อมั่นในระบบพลังงานทดแทน ส่งผลให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มคิดว่าการใช้พลังงานทดแทนที่จะมาแทนก๊าซหุงต้มไม่น่าจะเป็นไปได้จริงอย่างยั่งยืน ทำให้สมาชิกที่ใช้ก๊าซในหมู่บ้านเริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ จากเดิมที่ใช้กันทั้งหมู่บ้านไม่น้อยกว่า 100 หลังคาเรือนก็ลดลงเหลือไม่ถึง 60 หลังคาเรือน     &lt;br /&gt;คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหา วิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จึงได้วิจัยเรื่อง “&lt;strong&gt;การใช้ประโยชน์ของเสียจากฟาร์มสุกร โดยการ แปรสภาพเป็นพลังงานทดแทนในชุมชน&lt;/strong&gt;”    &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;นายสุรศักดิ์ นุ่มมีศรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ระบุว่า ถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไปพลังงานก็จะถูกทิ้งร้าง ไม่ได้รับการนำไปใช้ประโยชน์&amp;#160; ชาวบ้านก็จะไม่ได้มีพลังงานทางเลือกอื่น จึงได้จัดเวทีพบปะพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกร่วมกันขึ้นมาเพื่อให้ชาวบ้านได้มองเห็นว่าแต่ก่อนนี้เป็นอย่างไร&amp;#160; ปัจจุบันระบบก๊าซเขาเป็นอย่างไร&amp;#160;&amp;#160; เสื่อมโทรมมากน้อยแค่ไหน โดยให้พ่อหลวงเป็นคนเล่าให้ฟัง แล้วก็ถามถึงอนาคตของชาวบ้านว่าอยากจะมีทางออกอย่างไรโดยให้ทุกคนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น&amp;#160; ชาวบ้านก็บอกว่าอยากจะมีพลังงานที่ดีขึ้น&amp;#160; มีพลังงานที่เพียงพอ จึงได้เชิญนักวิชาการมาพูดคุยให้ฟังว่า ถ้าจะทำให้พลังงานเพียงพอก็จะต้องมีการล้างบ่อ มีการเปลี่ยนระบบท่อใหม่ ชาวบ้านก็หาทางออกร่วมกันอีกครั้งเพื่อรักษาระบบพลังงานทดแทนนี้ โดยเต็มใจที่จะจ่ายครัวเรือนละ 10 บาทต่อเดือน&amp;#160; สำหรับเป็นค่าดูแลรักษาระบบการผลิตและระบบท่อส่งก๊าซทั้งหมด    &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;นายสุทัศน์ คำมาลัย ผู้ใหญ่บ้านบ้านสบสาหนองฟาน และเจ้าของฟาร์มหมูซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซชีวภาพให้กับชุมชน เล่าว่าปัจจุบันมีชาวบ้านที่ใช้ก๊าซจากขี้หมูจำนวน 87 ครัวเรือน โดยมีกติกาของชุมชนคือเก็บบ้านละ 10 บาท ส่วนบ้านที่ค้าขายอาหารทำร้านก๋วยเตี๋ยวก็เต็มใจที่จะจ่ายเพิ่มเป็นเดือนละ&amp;#160; 30 บาท โดยเงินที่รวบรวมได้จะนำไปฝากธนาคาร เพื่อเอาไว้บำรุงรักษากรณีท่อแตก ล้างบ่อ และซ่อมระบบ    &lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;“ชาวบ้านตกลงกันว่าจะล้างทุก ๆ 6 เดือน เพราะที่ผ่านมาเกือบ 10 ปีเราไม่เคยได้ล้างบ่อเลย เพราะไม่เคยรู้ว่าจะต้องล้าง ทำให้ปีหลัง ๆ มีก๊าซน้อยมาก เพราะว่าข้างในบ่อหมักก๊าซเต็มไปด้วยขยะ และเศษดินเข้าไปปะปนจนแน่นบ่อ จนต้องใช้เวลาล้างกันเป็นอาทิตย์ หลังจากนั้นจึงมีก๊าซขึ้นมาสม่ำเสมอ แต่จะมีปัญหาบ้างก็ตอนฝนตกหนัก เพราะมีน้ำเข้าไปในบ่อเยอะเกินไปทำให้ก๊าซน้อยลง และบางครั้งในหน้าหนาวก็อาจจะมีก๊าซน้อยเพราะอากาศเย็นอุณหภูมิไม่เหมาะสม แต่ก๊าซที่ได้ก็เพียงพอต่อการใช้งานทุกครัวเรือน เพราะชาวบ้านใช้แค่หุงต้มไม่ได้ทำอะไรมาก แต่ทุกบ้านก็จะมีถังก๊าซหุงต้มสำรองไว้”&amp;#160; สุทัศน์กล่าว    &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;...ก๊าซขี้หมูตอนนี้มีให้ใช้ได้ทั้งวันและไม่มีกลิ่นขี้หมู โดยแตกต่างจากก๊าซหุงต้มก็ตรงเรื่องของความร้อนที่จะร้อนช้ากว่าเท่านั้น แต่ก็สามารถประกอบอาหารทุกอย่างได้ตามปกติ…นับเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง.&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;a title="http://www.dailynews.co.th" href="http://www.dailynews.co.th"&gt;&lt;em&gt;http://www.dailynews.co.th&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-6444514722553159864?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/10/blog-post.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-3883949529490022630</guid><pubDate>Thu, 22 Oct 2009 09:53:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-10-22T16:53:00.838+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>news</category><title>เปิดจองพื้นที่จำหน่ายสินค้า "งานวันเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 6 "</title><description>&lt;p align="justify"&gt;ฝ่ายร้านค้าเอกชนฯ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดจองพื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการ รวมทั้งจองพื้นที่จำหน่ายต้นไม้และวัสดุการเกษตร ใน &amp;quot;งานวันเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 6 &amp;quot; &lt;strong&gt;“เกษตรปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง” &lt;/strong&gt;ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2552 ณ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่    &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่    &lt;br /&gt;- &lt;a href="http://web.agri.cmu.ac.th/kasetfair52/report.asp?NID=1000000007"&gt;&lt;b&gt;การจัดจำหน่ายสินค้าและบริการฯ &lt;/b&gt;&lt;/a&gt;    &lt;br /&gt;-&amp;#160; &lt;a href="http://web.agri.cmu.ac.th/kasetfair52/report.asp?NID=1000000006"&gt;&lt;b&gt;การจัดจำหน่ายต้นไม้และวัสดุการเกษตรฯ &lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;เริ่มเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2552 เป็นต้น (พื้นที่มีจำนวนจำกัด)&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;ติดต่อ: จำหน่ายสินค้าและบริการ&amp;#160; งานวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทรศัพท์ 0-5394-4090-92 ต่อ 11, 15-16 (ในเวลาราชการเท่านั้น) หรือ 081-9808894&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;ติดต่อ: จำหน่ายต้นไม้และวัสดุการเกษตร คุณธีรนุช 081-9808893&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;ดาวน์โหลดแผนผัง นิทรรศการร้านค้าเอกชน ตลาดนัดเกษตรและมหกรรมอาหาร และเงื่อนไขการจัดจำหน่ายสินค้า ต้นไม้ และใบสมัครได้ที่นี้ได้ที่นี้&amp;#160; &lt;a href="http://web.agri.cmu.ac.th/rdunit/flowchart.pdf"&gt;http://web.agri.cmu.ac.th/rdunit/flowchart.pdf&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-3883949529490022630?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/10/6.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-2877365070819809558</guid><pubDate>Wed, 21 Oct 2009 09:58:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-10-21T16:58:39.722+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>news</category><title>วันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบปีที่ 42</title><description>&lt;p align="justify"&gt;วันนี้เป็น &lt;strong&gt;วันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบปีที่ 42&lt;/strong&gt; กรมฯ ได้กำหนดจัดงาน&lt;u&gt; “42 ปี ส่งเสริมการเกษตรยุคใหม่ นำเกษตรไทยสู่ความเข้มแข็ง”&lt;/u&gt; ขึ้นในระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม นี้ ณ บริเวณกรมส่งเสริมการเกษตร บางเขน กรุงเทพฯ เวลา 08.00-20.00 น. &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;ภายในงานจะมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของวิสาหกิจชุมชนจากทุกภาคทั่วประเทศ ไม่น้อยกว่า 60 บูธ ทั้งยังมีการจัดสาธิตอาชีพการเกษตร เช่น การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า การเพาะถั่วงอกไร้ราก การสานตะกร้าจากทางมะพร้าว การพับริบบิ้น มีนิทรรศการด้านการเกษตรที่น่าสนใจ สัมมนาวิชาการ และอย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมและเลือกซื้อสินค้า     &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;em&gt;&lt;a href="http://www.dailynews.co.th"&gt;dailynews.co.th&lt;/a&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-2877365070819809558?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/10/42.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-4973158467766390686</guid><pubDate>Wed, 30 Sep 2009 08:42:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-09-30T15:42:56.214+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>fruit</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>news</category><title>ผลไม้เมืองร้อนไทย สยายปีกตีตลาดจีน</title><description>&lt;p align="justify"&gt;&lt;img title="" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; margin: 0px 10px 0px 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="240" alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SsMaDk5_q0I/AAAAAAAAG8o/jT06P55jVQc/Fruit001%5B5%5D.jpg?imgmax=800" width="240" align="left" border="0" /&gt; สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย โดยมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว ผลไม้ สดแช่เย็น-แช่แข็งและแห้ง ปลาสดแช่เย็น-แช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็น-แช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่เย็น-แช่แข็ง กล้วยไม้ สัตว์น้ำ จำพวกครัสตาเซีย และตะพาบน้ำ เป็นต้น &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ขณะนี้ผลไม้ไทยกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก ทำให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้คุณภาพดีไปจีนได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่ามูลค่าส่งออกจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากกระทรวง เกษตรฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยในจีนได้เพิ่มมากขึ้น &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดโรดโชว์ ศักยภาพผลไม้เมืองร้อนของไทยได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ส้มโอ และ กล้วยไข่ ที่ตลาดขายส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ ณ กรุงปักกิ่ง ภายใต้ ชื่อ “ผลไม้มงคล สดจากไทยปลอดภัยได้มาตรฐานสากล” &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;การจัดโรดโชว์ครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดเวทีให้ผู้ส่งออกผลไม้ของไทยได้พบปะกับผู้นำเข้าและลูกค้าชาวจีนที่มาซื้อผลไม้ ณ ตลาดผลไม้กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งผลการจัดงานปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก และผู้บริโภคชาวจีนเป็นจำนวนมาก &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ปัจจุบันรัฐบาลจีนอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทย จำนวน 23 ชนิด สำหรับ&lt;u&gt;ผลไม้ที่ได้รับความนิยม ได้ แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะโรงเรียน ส้มโอ มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม ส้ม เปลือกล่อน น้อยหน่า และแก้วมังกร&lt;/u&gt; นอกจากนั้นยังมี&lt;u&gt;ผลไม้แปรรูปหลายชนิดกำลังเป็นที่นิยมด้วย อาทิ ลำไยอบแห้ง ทุเรียนทอดกรอบ กล้วยอบกรอบ ขนุนและสับปะรดอบกรอบ เป็นต้น&lt;/u&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ประเทศไทยได้เปิดช่องทางขนส่งสินค้าผลไม้ไปจีนเส้นทางใหม่ คือ เส้นทาง R9 จากจังหวัดมุกดาหารผ่านลาว เวียดนาม เข้าสู่ด่านโหย่อี้กว่าน เมืองผิงเสียง มณฑลกวางสีของจีน ระยะทางรวมประมาณ 1,200 กิโลเมตร ซึ่งการลำเลียงสินค้าไปยังปลายทางจะใช้ระยะเวลาสั้น ประมาณ 2-3 วัน ทำให้ชาวจีนที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสบริโภคผลไม้ไทยที่ยังสด ใหม่ รสชาติดี และคงคุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์เหมือนกับสินค้าที่คน ไทยได้บริโภค อนาคตคาดว่าการเปิดเส้นทาง R9 จะช่วยให้ไทยสามารถกระจายสินค้า ผลไม้และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปจีนได้เพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;นางสาวเมทนี สุคนธรักษ์ ผอ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนจีนครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยฝ่ายไทยขอให้ AQSIQ มั่นใจในสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยโดยเฉพาะผลไม้ &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;นอกจากนั้น AQSIQ ยังได้เสนอ ให้มีการทำความร่วมมือในการขนส่งสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นทาง R3 ที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเชียงรายไปยังมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ จะทำให้เกิดการค้าสินค้าผักและผลไม้ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นและทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พร้อมพิจารณาความก้าวหน้าเรื่องคงค้างระหว่างกัน &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;หลังเปิดเขตเสรีทางการค้าหรือ เอฟทีเอ (FTA) ระหว่างไทย-จีน ที่มีการปรับ ลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเหลือร้อยละ 0 ส่งผลให้มีการขยายการค้าสินค้าผักและผลไม้ เพิ่มขึ้น โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า และการเปิดใช้เส้นทาง R9 ขนส่งสินค้า ผลไม้ทางบกไปยังจีนจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายสินค้าผลไม้ไปจีนได้เพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวมาก คาดว่าจะสามารถช่วยระบายสินค้าออกจากแหล่งผลิตและช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดได้&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;em&gt;ข้อมูล เดลินิวส์&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-4973158467766390686?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/09/blog-post_2408.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-787408948882833680</guid><pubDate>Wed, 30 Sep 2009 08:38:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-09-30T15:38:11.532+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>strawberry</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>สถานีทดลอง</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>soiless culture</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>research farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปลูกสตรอเบอร์รี่</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปลูกพืชไร้ดิน</category><title>ทดลองปลูกสตรอเบอร์รี่</title><description>&lt;p&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;a href="http://www.shareapic.net/View-19504490-HCS-Research-Farm.html" target="_blank"&gt;&lt;img title="ปลูกสตรอเบอร์รี่ในรางปลูกระบบไร้ดิน" style="display: inline; margin: 0px 10px 0px 0px" alt="ปลูกสตรอเบอร์รี่ในรางปลูกระบบไร้ดิน" src="http://preview.shareapic.net/preview6/019504490.jpg" align="left" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;หลังจากที่สถานีทดลองได้ทำการขยายพันธุ์และเพาะเลี้ยงต้นกล้าสตรอเบอร์รี่พันธุ์ไต้หวันด้วยการใช้ไหล ได้ต้นกล้าที่แข็งแรงและสมบูรณ์ดี จึงได้นำต้นกล้ามาทดลองปลูกโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;กลุ่มแรก ปลูกในรางปลูกระบบไร้ดิน โดยใช้ขุยมะพร้าวเป็นวัสดุปลูก ให้น้ำและปุ๋ยทางระบบน้ำหยด&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;กลุ่มที่สอง ปลูกในแปลงปลูก ให้น้ำและปุ๋ยเหมือนกับการปลูกสตรอเบอร์รี่ในดินตามปกติ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;a href="http://www.shareapic.net/View-19504490-HCS-Research-Farm.html" target="_blank"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ซึ่งโดยปกติแล้ว สตรอเบอร์รี่จะเริ่มติดดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายน และผลจะสุกหลังจากติดดอก 21-25 วัน ระยะแรกผลจะมีสีเขียว และค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม มีรสเปรี้ยวปนหวาน&amp;#160; &lt;em&gt;(ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้&lt;/em&gt; )&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-787408948882833680?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/09/blog-post_30.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-1799319179697455797</guid><pubDate>Mon, 28 Sep 2009 06:28:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-09-28T13:31:02.195+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>vegetable</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>news</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>organic farm</category><title>โอกาสของสินค้าเกษตรไทยในไต้หวัน</title><description>&lt;p align="justify"&gt;&lt;img title="eatseasonably.co.uk" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; margin: 0px 10px 0px 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="211" alt="eatseasonably.co.uk" src="http://eatseasonably.co.uk/images/uploads/cache/cos-352x308.jpg" width="240" align="left" border="0" /&gt; โดยปกติแล้วไต้หวันไม่ใช่ตลาดส่งออกหลักของสินค้าเกษตรไทย เนื่องจากไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านการเกษตรเป็นอย่างมาก สามารถผลิตผักและผลไม้ได้เป็นจำนวนมาก และหลายชนิดวางขายในราคาที่ถูกกว่าประเทศไทย แต่หลังจากที่ไต้หวันหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคมากขึ้น การผลิตสินค้าเกษตรจึงลดความสำคัญลง โดยส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศเท่านั้น และจะนำเข้าเฉพาะในช่วงนอกฤดูการผลิต (กรกฎาคม-กันยายนของทุกปี) ซึ่งเป็นช่วงที่พายุไต้ฝุ่นพัดผ่านเกาะไต้หวัน และมักสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่เกษตรของไต้หวันเป็นบริเวณกว้าง &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;Trade Update ฉบับนี้ จึงขอแนะนำข้อมูลที่น่าสนใจและกฎระเบียบที่ผู้ส่งออกควรทราบในการส่งออก สินค้าเกษตรไปยังไต้หวัน ดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตลาดค้าส่งสินค้าพืชผักที่สำคัญ&lt;/strong&gt;ในไต้หวันมีอยู่ 6 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ประกอบด้วย ตลาดไทเป 1 และ 2 (ภาคเหนือ) ตลาดซีหลัว เมืองยวินหลิน และตลาดซีหู เมืองจางฮว่า (ภาคกลาง) ตลาดเมืองเกาสงและตลาดเมืองผิงตง (ภาคใต้) ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ ทั้งที่ผลิตจากในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ จะถูกนำมาประมูลในตลาดค้าส่งก่อนจะเปลี่ยนมาสู่ผู้ค้าปลีกต่อไป    &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สินค้าผักสดสำคัญที่ไต้หวันนำเข้าจากต่างประเทศ&lt;/strong&gt; ได้แก่ กะหล่ำดอก บร็อกโคลิ หน่อไม้ฝรั่ง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ถั่วลันเตา เห็ดหูหนู ผักกาดแก้ว และกะหล่ำพันธุ์ต่าง ๆ โดยนำเข้าหน่อไม้ฝรั่งจากไทยมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 57.92 ของการนำเข้าทั้งหมด &lt;u&gt;ส่วนสินค้าเกษตรที่ไต้หวันต้องการนำเข้าเพิ่มเติม ได้แก่ กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี ผักกาดหวานหรือสลัดคอส (Romaine Lettuce/ Cos Lettuce) ผักกาดหอมห่อ หัวไชเท้า พริก ผักชี ขึ้นฉ่าย ผักกวางตุ้ง ผักกาดแก้ว เป็นต้น     &lt;br /&gt;&lt;/u&gt;    &lt;br /&gt;&lt;img title="learners.in.th" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; margin-left: 0px; border-left: 0px; margin-right: 0px; border-bottom: 0px" height="151" alt="learners.in.th" src="http://learners.in.th/file/napaknam/aa.jpg" width="240" align="right" border="0" /&gt; อย่างไรก็ดี ไต้หวันมีหน่วยงานที่ดำเนินการตรวจกักกันโรคพืชและสารตกค้างอย่างเข้มงวด ทำให้ขณะนี้ไทยยังไม่สามารถส่งออกผักหลายชนิดไปไต้หวันได้ อาทิ มะเขือ พริก ถั่วฝักยาว และผักชี ดังนั้นผู้ส่งออกไทยจึงควรใช้ความระมัดระวังในกระบวนการบรรจุผลิตภัณฑ์และการใช้ยา ฆ่าแมลงเพื่อให้สามารถผ่านมาตรฐานของฝ่ายไต้หวัน นอกจากนี้ สินค้าเกษตรที่ส่งออกไปยังไต้หวันต้องมีหนังสือรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) และหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ซึ่งผู้ส่งออกอาจต้องใช้หลักฐานประกอบเพิ่มเติม อาทิ ภาพถ่ายของแหล่งผลิต วิธีการบรรจุผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ศุลกากรไต้หวันมั่นใจว่าสินค้านั้น ๆ มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทยจริง ทั้งนี้ อัตราภาษีนำเข้าของไต้หวันอยู่ที่ร้อยละ 0 - 30 (สินค้ากระเทียมสด เรียกเก็บในอัตรา 27 ดอลลาร์ไต้หวันต่อกิโลกรัม)    &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;สำหรับการนำ เข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์นั้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นมา สินค้าที่ระบุว่าเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ จะต้องผ่านการรับรองตราสินค้าอินทรีย์ของประเทศต้นทางโดยสภาเกษตรไต้หวัน ก่อนจึงจะสามารถใช้ตราสินค้าอินทรีย์ได้ ซึ่งขณะนี้สภาเกษตรยังอยู่ระหว่างการตรวจรับรองตราสินค้าอินทรีย์ของประเทศ ต่าง ๆ    &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;ปัจจุบัน ไต้หวันยังคงห้ามการนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากจีน ทำให้ผู้ส่งออกไทยสามารถทำตลาดไต้หวันได้ง่ายกว่าประเทศอื่น แต่&lt;u&gt;ผู้ส่งออกไทยก็ควรมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนโดยให้ความสำคัญกับการผลิต สินค้าเกรดดีมีคุณภาพสูงมากกว่าการผลิตสินค้าคุณภาพต่ำราคาถูกในปริมาณมาก เพราะสามารถขายได้ราคาดีกว่า นอกจากนี้ แนวคิดเกี่ยวกับการรับประทานเพื่อสุขภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังได้ รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Friendly) หรือการทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น เพราะสามารถใช้เป็นจุดขายได้ดี     &lt;br /&gt;&lt;/u&gt;    &lt;br /&gt;ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่ง ออกผักสดไปยังไต้หวัน สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย โทรศัพท์ (88-62) 2581-1979 อี-เมล์ tteo@ms22.hinet.net หรือเว็บไซต์ &lt;a href="http://www.tteo.org.tw/th/index.asp"&gt;www.tteo.org.tw/th/index.asp&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;em&gt;ข้อมูลจาก &lt;/em&gt;&lt;a href="http://happytreebiz.blogspot.com"&gt;&lt;em&gt;Happytreebiz&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-1799319179697455797?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/09/blog-post_28.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-2785790640875641900</guid><pubDate>Fri, 18 Sep 2009 06:58:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-09-18T13:58:00.228+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปรับปรุงคุณภาพดิน</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>ปุ๋ยพืชสด</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>organic farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>ปุ๋ยอินทรีย์</category><title>ปุ๋ยพืชสด</title><description>&lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color="#47b177"&gt;&lt;a href="http://hcsupply.blogspot.com/2008/10/5.html"&gt;ปุ๋ยพืชสด&lt;/a&gt;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากต้นพืชและใบสดที่ปลูกเอาไว้ หรือขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อไถกลบหรือทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อยผุพังหมดแล้วจะให้ธาตุอาหารพืช และเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดิน ซึ่งจำเป็นต่อพืชหลักที่ปลูก ช่วยป้องกันไม่ให้ดินเกิดการเสื่อมโทรมเร็วเกินไป และยังช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำได้ด้วย &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;การปลูกพืชเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดนั้น หลังการไถกลบต้นพืชแล้ว ส่วนหนึ่งของเศษพืชที่ตกค้างอยู่จะทำหน้าที่คลุมดิน ป้องกันการระเหยของน้ำจากผิวดิน ขณะเดียวกันเศษพืชที่อยู่ในดิน เมื่อสลายตัวจะกลายเป็นอินทรียวัตถุ ที่ช่วยให้สภาพทางกายภาพของดินดีขึ้น   &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;คุณสมบัติของพืชที่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นปุ๋ยพืชสด       &lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;ต้องเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้เร็วในดินทั่ว ๆ ไป เมล็ดงอกงามดี ออกดอกในเวลาสั้น ประมาณ 30-60 วัน และให้น้ำหนักสดสูง ต้านทางโรคและแมลงได้ดี ขยายพันธุ์ได้ง่ายและเร็วสามารถไถกลบได้ง่าย ลำต้นเปราะและเน่าเปื่อย สลายตัวได้รวดเร็วและที่สำคัญคือ ต้องมีธาตุอาหารสูง    &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ประโยชน์ของพืชสด&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;    &lt;br /&gt;1. ลดอัตราการชะล้างพังทลายของดิน    &lt;br /&gt;2. ช่วยทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย สะดวกในการไถพรวนและเตรียมดิน    &lt;br /&gt;3. เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำรักษาความชื้นให้แก่ดิน    &lt;br /&gt;4. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน    &lt;br /&gt;5. ช่วยบำรุงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน    &lt;br /&gt;6. เพิ่มความสามารถในการดูดซึมธาตุอาหารของดินให้สูงขึ้น    &lt;br /&gt;7. ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี และเพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;blockquote&gt;   &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;em&gt;&lt;img title="www.ldd.go.th" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; border-left: 0px; margin-right: auto; border-bottom: 0px" height="179" alt="www.ldd.go.th" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SrHeE0aErsI/AAAAAAAAG4o/LrUDzw1nHFg/Image.jpg?imgmax=800" width="240" border="0" /&gt; &lt;/em&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p align="center"&gt;&lt;em&gt;ปมรากของพืชตระกูลถั่ว ที่สามารถช่วยตรึงไนโตรเจนในอากาศได้ดี&lt;/em&gt;&lt;/p&gt; &lt;/blockquote&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ประเภทของปุ๋ยพืชสด&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;    &lt;br /&gt;ปุ๋ยพืชสดนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลายชนิด ทั้งที่เป็นพืชตระกูลถั่ว และที่ไม่ใช่พืชตระกูลถั่วที่มีใช้กันอยู่อย่างแพร่หลาย ดังนี้    &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. พืชตระกูลถั่ว&lt;/strong&gt; เป็นพืชที่นิยมใช้กันมากสำหรับเป็นปุ๋ยพืชสด เนื่องจากว่าพืชตระกูลถั่วนอกจากจะขึ้นได้ง่าย และเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ที่รากพืชตระกูลถั่วจะมีปมรากมากมาย อันเป็นที่อาศัยของบักเตรีชนิดหนึ่ง คือ ไรโซเบียม ซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้    &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. พืชตระกูลหญ้า&lt;/strong&gt; ส่วนมากเป็นหญ้าซึ่งปลูกเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ หญ้าเหล่านี้เมื่อปลูกแล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดได้เช่นกัน แต่จะให้เพียงอินทรียวัตถุ&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160; ส่วนแร่ธาตุอาหารพืชอย่างอื่นนั้นมีปริมาณน้อยกว่าพืชตระกูลถั่ว    &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. พืชน้ำ&lt;/strong&gt; มีอยู่ด้วยกันหลายชนิดที่สามารถนำมาใส่ในไร่นาแล้วไถกลบให้เป็นปุ๋ยพืชสดได้ เช่น ผักตบชวา, จอก และแหนแดง    &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;การใช้ประโยชน์&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;    &lt;br /&gt;วิธีการใช้ปุ๋ยพืชสดอาจแยกออกได้ตามลักษณะของระบบปลูกพืช ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ดังนี้    &lt;br /&gt;1. การปลูกพืชหมุนเวียน    &lt;br /&gt;2. การปลูกพืชแซม    &lt;br /&gt;3. การปลูกพืชแถบ    &lt;br /&gt;4. การปลูกพืชคลุมดิน&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;em&gt;&lt;a href="http://www.kasetporpeang.com"&gt;http://www.kasetporpeang.com&lt;/a&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-2785790640875641900?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/09/blog-post_7120.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-2292800567732373240</guid><pubDate>Fri, 18 Sep 2009 04:07:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-09-18T11:07:53.337+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>strawberry</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>สถานีทดลอง</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>research farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปลูกสตรอเบอร์รี่</category><title>ทดลองขยายพันธุ์สตรอเบอร์รี่ด้วยไหล</title><description>&lt;a href="http://www.shareapic.net/content.php?id=19310450&amp;quot;"&gt;&lt;img title="ใช้ไหลขยายพันธุ์สตรอเบอร์รี่" style="display: inline; margin: 0px 10px 0px 0px" alt="ใช้ไหลขยายพันธุ์สตรอเบอร์รี่" src="http://www.shareapic.net/preview6/019310450.jpg" align="left" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;   &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;สตอเบอร์รี่ (Strawberry)&lt;/strong&gt; เป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยและเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป จัดเป็นไม้ผลเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีการปลูกกระจายกันมากที่สุดในโลก สามารถพบได้แทบทุกประเทศ ตั้งแต่แถบขั้วโลกลงมาถึงพื้นที่ในเขตร้อน ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งสภาพภูมิอากาศและชนิดดินที่ใช้ปลูก บางพันธุ์จะพบว่าสามารถปลูก ในทางเหนือของโลก เช่น&amp;#160; Alaska ได้ดีเท่ากับปลูกในทางใต้ลงมาเช่นแถบ Equator &lt;/p&gt; &lt;dd&gt;   &lt;div align="justify"&gt;     &lt;br /&gt;ผลผลิตสตรอเบอร์รี่ที่ใช้สำหรับบริโภคเป็นผลสด และใช้ในเชิงอุตสาหกรรมแปรรูปได้เพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็วตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ เป็นสาเหตุมาจากการผสมพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตยาวนานขึ้น การนำระบบปลูกแบบดูแลอย่างใกล้ชิดมาใช้ ตลอดจนการเลือกพื้นที่ปลูก ที่มีความเหมาะสมมากกว่าแต่ก่อน ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการทดลองวิจัยที่จะหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อที่จะทำให้การปลูกสตรอเบอร์รี่นั้นง่ายขึ้น โดยเน้นการให้ผลผลิตสูงและสามารถทำรายได้ตอบแทนเป็นที่พอใจแก่เกษตรกรผู้ปลูก &lt;/div&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;การขยายพันธุ์สตรอเบอร์รี่มีด้วยกันหลายวิธี ขึ้นกับวัตถุประสงค์และลักษณะประจำพันธุ์ แต่วิธีที่เป็นที่นิยม โดยเฉพาะการปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทยจะได้แก่ &lt;strong&gt;การใช้ไหล&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นตาที่เจริญเติบโตมาจากต้นแม่ ตรงบริเวณซอกของก้านใบ การผลิตต้นไหลจะทำหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว (มีนาคม – เมษายน) โดยนำต้นไหลมาปลูกในถุงดำ ปล่อยให้เจริญเติบโตจนถึงเดือนมิถุนายน จึงนำไปปลูกบนที่สูงประมาณ 1,200 – 1,400 เมตร เพื่อให้สามารถตั้งตัวและออกดอกได้เร็ว มีระยะการเก็บเกี่ยวได้นานขึ้น เมื่อเริ่มเข้าสู่ปลายเดือนกันยายน จะนำกลับลงมาปลูกในแปลงบนพื้นที่ราบ &lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;    &lt;blockquote&gt;&lt;a href="http://www.shareapic.net/content.php?id=19310452&amp;quot;"&gt;&lt;img title="ไหลสตอร์เบอร์รี่พันธุ์ไต้หวันที่ขยายได้" style="display: inline; margin: 0px 0px 0px 10px" alt="ไหลสตอร์เบอร์รี่พันธุ์ไต้หวันที่ขยายได้" src="http://www.shareapic.net/preview6/019310452.jpg" align="right" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;      &lt;p align="justify"&gt;&lt;a href="http://hcsupply.blogspot.com/search/label/research%20farm"&gt;สถานีทดลอง&lt;/a&gt;ได้ทำการทดลองขยายพันธุ์สตรอเบอร์รี่ที่นำท่อนไหลมาจากไต้หวัน ได้ไหลที่มีความสมบูรณ์ ใบใหญ่ และแข็งแรง ซึ่งจะนำไหลที่ทำการขยายได้ทั้งหมดไปทดลองปลูกในโรงเรือนในช่วงฤดูหนาว เพื่อทดสอบว่าพื้นที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 750 –780 เมตร จะสามารถปลูกสตรอเบอร์รี่ให้ผลิตได้หรือไม่&lt;/p&gt;   &lt;/blockquote&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&lt;a title="http://pennisakowaim-a.blogspot.com" href="http://pennisakowaim-a.blogspot.com"&gt;&lt;em&gt;http://pennisakowaim-a.blogspot.com&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;       &lt;br /&gt;&lt;a title="http://www.thaigoodview.com" href="http://www.thaigoodview.com"&gt;&lt;em&gt;http://www.thaigoodview.com&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&lt;a title="http://www.ku.ac.th" href="http://www.ku.ac.th"&gt;&lt;em&gt;http://www.ku.ac.th&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&lt;a title="http://blog.hunsa.com/yisumsam6605" href="http://blog.hunsa.com/yisumsam6605"&gt;&lt;em&gt;http://blog.hunsa.com/yisumsam6605&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;/dd&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-2292800567732373240?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/09/blog-post_18.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-5037925691523375459</guid><pubDate>Thu, 17 Sep 2009 04:57:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-09-17T11:57:23.722+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปรับปรุงคุณภาพดิน</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>ปอเทือง</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>ปุ๋ยพืชสด</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>ปุ๋ยอินทรีย์</category><title>ปลูกปอเทืองช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน</title><description>&lt;blockquote&gt;   &lt;p align="justify"&gt;&lt;a href="http://lh4.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SrHBrkvEqJI/AAAAAAAAG4g/xcw8iFZGnKw/s1600-h/DSC09488%5B9%5D.jpg"&gt;&lt;img title="ปอเทือง" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; margin: 0px 10px 0px 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="200" alt="ปอเทือง" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SrHBsuvhlOI/AAAAAAAAG4k/wySzkmJH42U/DSC09488_thumb%5B7%5D.jpg?imgmax=800" width="260" align="left" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;ปอเทือง&lt;/strong&gt; (&lt;em&gt;Crotalaria juncea&lt;/em&gt;) เป็นพืชฤดูเดียวตระกูลถั่ว ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามากสูงประมาณ 180 - 300 เซนติเมตร ใบเป็นใบเดียวยาวรี ช่อดอกเป็นแบบราซีม (racemes) ซึ่งอยู่ปลายกิ่งก้านสาขา ประกอบด้วยดอกย่อย 8 -20 ดอก ดอกสีเหลืองมีการผสมข้ามฝักเป็นทรงกระบอกยาว 3 - 6 เซนติเมตร กว้าง 1 - 2 เซนติเมตร หนึ่งฝักมีประมาณ 6 เมล็ด เมื่อเขย่าฝักแก่จะมีเสียงดังเนื่องจากเมล็ดกระทบกันเมล็ดมีรูปร่างคล้ายหัวใจสีน้ำตาลหรือดำ มี 10 -20&amp;#160; เมล็ด / ฝัก เมล็ดหนึ่งกิโลกรัมจะมีเมล็ดจำนวน 40,000 - 50,000 เมล็ด หรือหนึ่งลิตรจะมีประมาณ 34,481 เมล็ด&lt;/p&gt; &lt;/blockquote&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ปอเทืองสามารถปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด น้ำหนักสดประมาณ 1.5 - 5 ตันต่อไร่ จะให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 8.7 ถึง 28.9 กิโลกรัมต่อไร่ นิยมปลูกในสภาพพื้นที่ดอนในรูปแบบของพืชหมุนเวียน โดยหว่านหรือโรยเมล็ดก่อนการปลูกพืชหลัก เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น อย่างน้อย 2 - 2.5 เดือน แล้วไถกลบปอเทืองที่อายุประมาณ 50 - 60 วัน ในขณะที่ดินยังมีความชื้น ทิ้งไว้ 7 - 10 วัน ก่อนปลูกพืชหลัก หรืออาจปลูกในรูปแบบของพืชแซม โดยปลูกระหว่างแถวพืชหลัก ปลูกหลังจากพืชหลักประมาณ 1 - 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;การปลูกปอเทืองเพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนการปลูกพืชหลัก แต่การปลูกปอเทือง ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน ธันวาคม เหมาะสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์เพราะจะได้เมล็ดที่มีคุณภาพ หลังจากเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม&amp;#160; ไถกลบต้นตอ &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;การเตรียมดินและการปลูก&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;b&gt;1. ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน &lt;/b&gt;    &lt;br /&gt;1.1 ก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว&amp;#160; ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน 1 – 2 วัน จึงใช้รถเก็บเกี่ยวข้าว&amp;#160; แต่วิธีนี้จะสูญเสียเมล็ดพันธุ์มากจากการกลบของฟางข้าว    &lt;br /&gt;1.2 หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดปอเทืองหว่าน ตามร่องรถเกี่ยวข้าว หรือกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง&amp;#160; หรือจะเก็บฟางข้าวไว้เลี้ยงสัตว์ วิธีนี้จะได้ใช้พื้นที่มากขึ้น    &lt;br /&gt;&lt;b&gt;2. ปลูกโดยการเตรียมดิน&lt;/b&gt;    &lt;br /&gt;ใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้&amp;#160; ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอและเจริญเติบโตดี    &lt;br /&gt;&lt;b&gt;     &lt;br /&gt;&lt;u&gt;การดูแลรักษา&lt;/u&gt; &lt;/b&gt;    &lt;br /&gt;หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้วประมาณ&amp;#160; 3 – 5 วัน จะงอกโดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดิน&amp;#160; ไม่ต้องให้น้ำ     &lt;br /&gt;เมื่ออายุ&amp;#160; 50 – 60 วัน ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อนเช่นเดียวกัน     &lt;br /&gt;ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ&amp;#160; 120 – 130 วัน     &lt;br /&gt;ศัตรูที่สำคัญ ได้แก่หนอนผีเสื้อจะเจาะฝักกินเมล็ดข้างใน    &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;การเก็บเกี่ยวผลผลิต       &lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;1. ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งเจ้าของรถเกี่ยวคือ ลำต้นจะมีความแข็งเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรสำหรับเกษตรกรผลผลิตค่อนข้างต่ำจึงไม่คุ้มต่อการลงทุน    &lt;br /&gt;2.ใช้เคียวเกี่ยวผึ่งแดดไว้ 3 – 4 แดด นำมาใส่กระสอบแล้วทุบให้ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย บนลานแล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย&amp;#160; ผลผลิตเฉลี่ย 80 -&amp;#160; 120&amp;#160; กิโลกรัมต่อไร่ &lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-5037925691523375459?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/09/blog-post_17.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-6247860115252953541</guid><pubDate>Thu, 10 Sep 2009 06:45:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-09-10T13:45:11.572+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>news</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>food safety</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>rice</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>organic farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>IFOAM</category><title>เกษตรอินทรีย์ไทย คิดให้ไกลกว่า "ปลูกข้าว"</title><description>&lt;blockquote&gt;   &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#808080"&gt;มูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลก แต่ละปีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย ปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ และหากเข้าไปดูในห้างสรรพสินค้าต่างๆ สินค้าเกษตรอินทรีย์ก็จะมีราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไปถึงสามเท่าตัวหรือ มากกว่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมมองเห็น โอกาสนี้ และพยายามที่จะปรับตัวเข้าไปสู่กระแสของ&lt;strong&gt;สินค้าเกษตรอินทรีย์ &lt;/strong&gt; สินค้าเพื่อสุขภาพ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#65a723"&gt;แต่คำถามก็คือเราจะก้าวไปอย่างไร ถ้าเราได้เปรียบในกระแสนี้ เราจะเดินไปอย่างไร จะปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ไปตลอด โดยมีเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และลาวเป็นคู่แข่งอย่างนั้นหรือ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;/blockquote&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;a href="http://lh6.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/Sqigb9lmzgI/AAAAAAAAG1M/1TYeUTkEbzQ/s1600-h/DSC00193%5B12%5D.jpg"&gt;&lt;img title="" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; border-left: 0px; margin-right: auto; border-bottom: 0px" height="291" alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/Sqigczhxi3I/AAAAAAAAG1Q/eZ01oalxAH4/DSC00193_thumb%5B10%5D.jpg?imgmax=800" width="386" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ในการประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติ Go...Organic 2009 เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2552 เป็นการประชุมที่จัดโดยสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีที่ผ่านมา ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมองเห็นเกษตรอินทรีย์ของไทยในเวทีโลกได้ชัดเจนขึ้น&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ปัจจัยที่ผู้ประกอบการควรรู้ก็คือสินค้าเกษตรอินทรีย์ แม้ว่าจะมีราคาดีในตลาดยุโรปอเมริกาและญี่ปุ่น แต่การจะได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ยากขึ้นทุกวัน เพราะมาตรฐานต่างๆ จะมีการปรับกฎเกณฑ์ทุกปีเพื่อให้ทันสมัย และมีกฎเกณฑ์เพื่อกีดกันทางการค้ามากขึ้นทุกปี&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ในอีกปัจจัยหนึ่งที่ควบคู่กันก็คือในขณะที่สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นเทรนด์ แต่พื้นที่เพาะปลูกอาจจะน้อยลง เพราะพื้นที่ส่วนหนึ่งต้องถูกแบ่งปันเพื่อปลูกพืชพลังงาน&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ในอีกทางหนึ่งก็มีแนวโน้มเช่นกันว่า ในขณะที่มาตรการต่างๆ มีการปรับให้ทันสมัย แต่ในอนาคตน่าจะผ่อนปรนลงด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;คุณาวุฒิ บุญญานพคุณ ผู้จัดการโครงการด้านเกษตรอินทรีย์ สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ สรุปภาพจากการประชุมครั้งที่ผ่านมาทั้งในด้านของไทยที่ต้องรับมือกับกฎระเบียบ และเตรียมตัวสำหรับการเข้าสู่ตลาดเกษตรอินทรีย์ในอนาคต&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;แปรรูปเกษตรอินทรีย์คิดได้แล้ว&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ตามที่ได้เกริ่นไว้ หากไทยยังยึดอยู่ที่การปรับความสมดุลในดินทำการเกษตรอินทรีย์เพื่อมูลค่าเพิ่ม ทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง (Contract farming)&amp;#160; ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ สร้างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งในไทยและส่งออก เช่น &lt;a href="http://www.ifoam.org/"&gt;มาตรฐาน IFOAM&lt;/a&gt; จากสภาพันธุ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ก็ดูจะช้าไปหน่อย เพราะคู่แข่งที่สำคัญก็คือประเทศที่เป็นเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไม่ใช้สารเคมี เช่น ลาว เวียดนามมาแรง ฉะนั้นแล้วสิ่งที่ไทยควรจะมองข้ามชอตไปเลย ก็คือสินค้าแปรรูปจากเกษตรอินทรีย์ เช่น สแน็ก อาหารเสริม ขนม มีการพัฒนาไปค่อนข้างมากแล้ว แต่ก็ยังไม่พอเพียง&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;quot;เป้าที่สำคัญ คือเราไม่ควรที่จะขายแค่ของสด พืชเป้าหมายของคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ก็คือข้าว สมุนไพร ผัก และผลไม้ไทย หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน ซึ่งมีศักยภายที่จะมาแปรรูปได้ เราส่งของสดในบางส่วน แต่ผลผลิตในส่วนที่ขนาดยังไม่ได้มาตรฐาน เราก็นำมาแปรรูปทำอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ&amp;quot;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ส่วนผู้ที่จะแปรรูปหรือต่อยอดเกษตรอินทรีย์ในบ้านเรามีผลการศึกษาและรวบรวมฐานข้อมูลของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย พบว่าปัจจุบันงานวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านมามีจำนวนเพียง 270 ชิ้น โดยเฉลี่ยมีงานวิจัยประมาณ 20-30 งานวิจัยต่อปีเท่านั้น ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จะเกิดโอกาสใหม่ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถที่จะนำมาต่อยอดได้อย่างถูกจุด&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;img title="http://www.organic-europe.net" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; border-left: 0px; margin-right: auto; border-bottom: 0px" height="80" alt="http://www.organic-europe.net" src="http://lh4.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SqigdnHdHvI/AAAAAAAAG1U/K9Ut6TrKAiU/ifoam-with-name_thumb%5B1%5D.gif?imgmax=800" width="240" border="0" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ตรวจสอบย้อนกลับในเกษตรอินทรีย์&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;นอกจากนี้ ในเวทีของการประชุมดังกล่าว ยังมีการพูดถึงมาตรฐานของการตรวจสอบย้อนกลับ ที่จะนำมาใช้ร่วมในสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;สินค้าเกษตรทั่วไป อาจจะเป็นแค่การระบุว่ามาจากประเทศอะไร ฟาร์มอะไร แต่การปรับมาเป็นการตรวจสอบแบบย้อนกลับสำหรับเกษตรอินทรีย์ จะต้องมาปรับในรายละเอียดต่างๆ อีกมาก เช่น มาตรฐานสบู่อินทรีย์ต้องมีส่วนประกอบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะมีอะไรบ้างที่เป็นส่วนประกอบ ในกลุ่มเครื่องสำอางมีส่วนผสมที่ต้องมาดูมาปรับให้มีมาตรฐาน ตัวระบบมาตรฐานไทยเราก็ต้องเตรียมพัฒนาขึ้นมา ถ้าเราจะขายเนื้อหมูเกษตรอินทรีย์ เราไม่เคยมีมาตรฐานมาก่อน เราก็ต้องพัฒนาควบคู่กันขึ้นมาด้วย การแปรรูปสัตว์น้ำ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ต้องทำแผนระบบการพัฒนามาตรฐานการผลิต การแปรรูปที่สามารถรองรับกับมาตรฐานของยุโรปได้อีกด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;เกษตรอินทรีย์ไทยจะถูกกีดกันอะไรบ้าง&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;สิ่งที่เป็นประเด็นในการประชุมครั้งนี้ก็คือการใช้สารในการต้านแมลง&amp;#160; IFOAM ได้มีการพูดถึงสารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในการฆ่าแมลง เช่น สะเดา ซึ่งบ้านเราใช้ฆ่าแมลงตามธรรมชาติ แต่เนื่องจากว่าสะเดาเองไม่มีในยุโรป ทางยุโรปจึงมีการออกกฎระเบียบ ห้ามไม่ให้เราใช้สารจากสะเดาในการฆ่าแมลง รวมทั้งสมุนไพรไทยตัวอื่นๆ ด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;quot;ยาสูบป้องกันแมลง ต้นหนอนตายยาก พืชสมุนไพรไทยทั้งหลาย ห้ามเราใช้ทั้งหมด ซึ่งในปีนี้ ทางสำนักนวัตกรรมเองก็ได้เตรียมยื่นเรื่องรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ สะเดาและสมุนไพรไทยเพื่อเข้าไปเจรจาต่อรองในเวทีอีกด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ในส่วนของเมล็ดพันธุ์ที่มีการพูดกันมากคือสารเคมีที่นำมาใช้กันเชื้อรา เริ่มจากการใช้ในขั้นตอนการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ออกจำหน่าย ซึ่งที่ผ่านมาทาง IFOAM ได้ผ่อนผัน หรือปิดตาข้างหนึ่งมาตลอด แต่ในเวทีก็มีการพูดถึงกันอีกครั้ง โดยมีการระบุว่าภายในปี 2010 จะมีการตรวจสอบเรื่องเมล็ดพันธุ์อย่างเข้มข้น&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ เป็นความพยายามที่ยากยิ่ง เพราะเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่อยู่ในมือของบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้การพูดคุยในประเด็นนี้เป็นโอกาสของคนที่คิดพัฒนาเมล็ดพันธุ์ปลอดสารในอนาคตอีกช่องทางหนึ่ง&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;รวมทั้งความคืบหน้าในการที่จะเชื่อมโยง มาตรฐานของยุโรป คือ IFOAM และการจัดตั้งตัวแทนของ IFOAM ในแต่ละประเทศ เพื่อที่จะออกมาตรฐานรับรองเกษตรอินทรีย์ในประเทศนั้นๆ ได้เลย&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;blockquote&gt;   &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#808080"&gt;สำหรับเมืองไทยและผู้ประกอบการไทย หากคิดจะทำบิสซิเนสโมเดลในตอนนี้จะต้องมองให้ไกลและมองให้คุ้มทุนอย่างที่สุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่จะก้าวจากการปรับสินค้าเกษตรที่ใช้สารเคมีในปัจจุบันไปสู่การเป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์ก็อาจจะช้าเกินไป และยังเป็นการลงทุนที่สูงด้วย ดังนั้นการมองโอกาสในธุรกิจนี้จึงต้องมองในระยะยาว วางแผนตั้งแต่การผลิต แปรรูป และการวิจัยพัฒนาเพื่อเชื่อมต่อและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;/blockquote&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;em&gt;ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน 2552&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-6247860115252953541?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/09/blog-post_10.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-2406581421162715513</guid><pubDate>Wed, 09 Sep 2009 06:33:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-09-09T13:33:35.889+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปรับปรุงคุณภาพดิน</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>สถานีทดลอง</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>research farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>Perason's square method</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>organic farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การคำนวณปุ๋ย</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>ปุ๋ยอินทรีย์</category><title>วิธีการคำนวณปุ๋ยอินทรีย์สำหรับปรับปรุงดิน</title><description>&lt;p align="justify"&gt;ในการปรับปรุงคุณภาพดินของสถานีทดลอง พบว่าผลวิเคราะห์ดินของสถานีทดลองมีค่า pH ค่อนข้างเป็นกรดเล็กน้อย แต่มีอินทรียวัตถุต่ำมากและมีแคลเซียมต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่พืชต้องการถึง 10 เท่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมปุ๋ยหรือเศษอินทรียวัตถุเพิ่มลงในดิน การเพิ่มแคลเซียมสามารถใช้เศษเปลือกไข่บด หรือหินปูนบดที่ไม่เผาไฟประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ใช้โดโลไมท์แทนก็ได้ในอัตราเดียวกัน   &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;วิธีการคำนวณปุ๋ยอินทรีย์สำหรับดินขนาด 1 ไร่    &lt;br /&gt;สมมติให้รากพืชสามารถหาอาหารได้ในความลึกเพียง 10 ซม. เท่านั้น (ในความเป็นจริงค่าจะมากกว่านี้) ดังนั้นคำนวณค่าต่างๆคือ&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;(1) พื้นที่ 1 ตร.ม. เท่ากับมีดิน 0.1 ลูกบาศก์เมตร &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;(2) พื้นที่ 1 ไร่เทียบเป็นตารางเมตรได้ 1,600 ตร.ม. จึงเท่ากับมีปริมาณดิน 160 ลบ.ม.&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;(3) ค่าความหนาแน่นของดิน พบว่าดินทั่วไปมีค่าเท่ากับ 1.3 – 1.5 กรัม/ลบ.ซม. คิดที่สูงสุดเพราะเป็นดินเหนียวหนาแน่นมาก คือ 1,500 กรัม ต่อ ลิตร หรือ 1.5 ตัน/ลบ.ม.&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;(4) ปริมาณดิน 1 ลบ.ม. มีน้ำหนัก 1.5 ตัน นั่นคือ ดิน 1 ไร่ที่คิดหน้าดินลึกเพียง 10 ซม.จะมีน้ำหนักเท่ากับ 160 x 1.5 = 240 ตัน หรือ 24,00 กิโลกรัม   &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ผลการวิเคราะห์ดินของสถานีทดลองพบว่ามีอินทรียวัตถุ 0.97 หรือประมาณ 1% ในขณะที่ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 3% และโดยทั่วไปปุ๋ยอินทรีย์จะมีอินทรียวัตถุ 50% &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;ทำการเทียบแบบ &lt;em&gt;Pearson’s Square*&lt;/em&gt; จะได้ว่า&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;img title="" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="110" alt="" src="http://lh6.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SqdMPj0ouoI/AAAAAAAAG1I/MZdIND_6Jo0/pearson%5B4%5D.jpg?imgmax=800" width="240" border="0" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;นั่นหมายความว่าใช้ดิน 47 ส่วนผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอินทรียวัตถุ 50% จำนวน 2 ส่วนจะได้อินทรียวัตถุในดิน 3% เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางศ์จะได้   &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ดิน 47 กิโลกรัม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 2 กิโลกรัม&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ดิน 24,00 กิโลกรัม จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ &lt;u&gt;2&lt;/u&gt;&lt;u&gt; x &lt;/u&gt;&lt;u&gt;24,000&lt;/u&gt; = 1,021.28 กก.&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160; 47&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;นั่นคือต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ครั้งละ 1.02 ตันต่อไร่ในแต่ละครั้ง แต่อินทรียวัตถุจะสลายตัวหมดได้ไม่เกิน 2 เดือน&amp;#160; &lt;b&gt;ดังนั้นทั้งปีจึงต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดินขั้นต่ำ &lt;/b&gt;&lt;b&gt;6&lt;/b&gt;&lt;b&gt; ตันต่อไร่ จึงจะสามารถรักษาระดับอินทรียวัตถุในดินได้ตามความต้องการของพืช&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;blockquote&gt;   &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;* การคำนวณโดยใช้สี่เหลี่ยมของเพียร์สัน (Pearson's square method)         &lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;เป็นวิธีคำนวณโดยอาศัยรูปสี่เหลี่ยม เหมาะสำหรับใช้เมื่อมีวัตถุดิบเพียงสองชนิดหรือสองกลุ่ม และปริมาณที่ต้องการคำนวณจะต้องมีหน่วยในรูปร้อยละเท่านั้น ในกรณีของการคำนวณเพื่อปรับปรุงดินปริมาณอินทรีย์วัตถุที่ต้องการจะต้องมีค่าอยู่ระหว่างจำนวนอินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในวัตถุดิบของทั้งสองกลุ่ม &lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;ขั้นตอนในการคำนวณ มีดังนี้     &lt;br /&gt;1. เขียนปริมาณอินทรีย์วัตถุที่ต้องการเป็นร้อยละไว้ตรงกึ่งกลางของรูปสี่เหลี่ยม ในที่นี้คือ 3      &lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;2. เขียนปริมาณอินทรีย์วัตถุซึ่งอยู่ในวัตถุดิบแต่ละชนิดที่ต้องการใช้ทั้งสองชนิดเป็นร้อยละ ไว้ตรงมุมซ้ายทั้งบน และล่างของรูปสี่เหลี่ยม ในที่นี้คือ ดิน = 1 และ ปุ๋ย = 50      &lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;3. หาผลต่างระหว่างตัวเลขที่มุมซ้ายกับตัวเลขกึ่งกลางของรูปสี่เหลี่ยมคำนวณแล้วใส่ผลต่างไว้ทางมุมขวาตามแนวเส้นทะแยงมุมของ ตัวเลขที่ใช้หาผลต่าง&lt;/p&gt;    &lt;p align="center"&gt;ดิน 1-3 = 2&lt;/p&gt;    &lt;p align="center"&gt;ปุ๋ย 50 –3 = 47&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;     &lt;br /&gt;4. ตัวเลขที่ได้ทางมุมขวาเป็นปริมาณหรือสัดส่วนของวัตถุดิบที่เมื่อผสมวัตถุดิบทั้งสองชนิดตามสัดส่วนที่ได้นี้จะได้ดินที่มีจำนวนอินทรีย์วัตถุตรงกับความต้องการที่กำหนดไว้&lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&lt;em&gt;อ้างอิง : อ.ธาตรี จีราพันธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-2406581421162715513?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/09/blog-post.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-3793617329422375580</guid><pubDate>Wed, 09 Sep 2009 04:57:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-09-09T11:57:38.193+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>vegetable</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>2009</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>news</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>herb</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>สมุนไพร</category><title>บริโภคผักสมุนไพร ต้านภัยหวัด 2009</title><description>&lt;p align="justify"&gt;&lt;img title="ภาพจาก www.lifestyles.net" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; margin: 0px 10px 0px 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="240" alt="ภาพจาก www.lifestyles.net" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/Sqc1wM95a7I/AAAAAAAAG08/hwEhKuuVcCo/Herbs_side-img%5B5%5D.jpg?imgmax=800" width="171" align="left" border="0" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทย&lt;/strong&gt; นับเป็นภูมิปัญญาไทยชั้นเลิศที่ช่วยรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ห่าง ไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ ดังนั้น ในยุคที่โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กำลังระบาดไปทั่ว แถมยังไม่มีวัคซีนป้องกัน รศ.ดร.พร้อมจิต ศรลัมพ์ เภสัชกรหญิงแห่ง ม.มหิดล จึงออกมาแนะนำให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่มีอยู่แล้ว โดยนำมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง และยังต้านภัยไข้หวัดได้อีกต่างหาก    &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;รศ.ดร.พร้อมจิตเผยว่า คนไทยเรานั้นโชคดีที่มีความหลากหลายทางทรัพยากรและภูมิปัญญา ซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ครั้งนี้ เป็นเพราะเราไม่รู้จักมาก่อน และร่างกายเราเองก็ไม่รู้จัก ในทางทฤษฎีการแพทย์แผนไทยเน้นการป้องกันก่อนเกิดโรค การบริโภคพืชผักและสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อโรค (แอนตี้ออกซิเดนท์) จึงถือเป็นการป้องกันจากภายใน โดยเข้าไปช่วยการสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับเม็ดเลือดขาว ซึ่งคนโบราณมีวิธีแยกความแตกต่างและคุณประโยชน์ของผักและสมุนไพรพื้นบ้าน จากสี กลิ่นและรสชาติ อาทิ หอมแดง จะมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง ส่วนผักที่มีรสเปรี้ยว ฝาด จะมีกรดวิตามินซีสูง เพิ่มความต้านทานไข้หวัด   &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;สำหรับพืชผักที่ควรนำมาบริโภคในช่วงไข้หวัดระบาดนี้ ได้แก่ กลุ่มผักมีสี อาทิ กระเจี๊ยบแดง มะเขือเทศ มะละกอ กลุ่มที่มีกลิ่นหอม อาทิ หอมแดง กระชาย มะตูม กลุ่มที่มีรสเปรี้ยว อาทิ สมอ มะขามป้อม ส่วนที่มีรสเผ็ดร้อน อาทิ ขิง ขมิ้น โหระพา กะเพรา กลุ่มที่มีรสฝาด อาทิ สมอไทย สมอพิเภก ชาเขียว สำหรับรสขม ได้แก่ สะเดา เพกา ซึ่งมีวิตามินซีสูงมาก&lt;/strong&gt; และเมนูที่น่าจะเป็นที่ถูกใจแม่บ้านยุคใหม่ที่คำนึงถึงเรื่องความสวยความงามของร่างกาย คือกลุ่มเมนูยำผักสมุนไพรต่างๆ เพราะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ที่สำคัญใช้เวลาในการปรุงไม่มาก แถมให้รสชาติถูกปาก คือมีรสเปรี้ยว หวาน เค็ม กลมกล่อม ซึ่งควรจะ บริโภคเมนูยำผักสมุนไพรเป็นประจำทุกวัน เพราะนอกจากจะมีวิตามินซีสูงต้านทานไข้หวัดแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ลดการเกิดมะเร็ง อันจะเป็นผลดีในระยะยาว&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;em&gt;ข้อมูล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 กันยายน 2552&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-3793617329422375580?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/09/2009.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-1807017932215363673</guid><pubDate>Fri, 27 Mar 2009 03:37:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-03-27T10:37:39.306+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>vegetable</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>eggplant</category><title>ผักต่างสี.....มีดีต่างกัน</title><description>&lt;p&gt;โดย &lt;em&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th"&gt;ASTVผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;img title="www.dreamstime.com" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; border-left: 0px; margin-right: auto; border-bottom: 0px" height="311" alt="www.dreamstime.com" src="http://lh3.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/ScxKACx6vpI/AAAAAAAAFg8/diWA6BYoYc0/untitled%5B5%5D.png?imgmax=800" width="311" border="0" /&gt; &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ผักสีเขียว&lt;/strong&gt; เป็นผักธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่มีมากที่สุดในโลก สีเขียวมาจากคลอโรฟิลล์ซึ่งดีสำหรับดวงตา ผักสีเขียวส่วนมากเป็นผักกินใบ ผักตระกูลบวบ (Gourd) ซึ่งรวมผักจำพวกแตงและซูกินีด้วย ผักประเภทนี้มีสรรพคุณในการขับปัสสาวะ&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผักสีขาว&lt;/strong&gt; กะหล่ำปลีถือเป็นผักสีขาว (แม้จะมีสีเขียวอยู่บ้างก็เป็นสีเขียวอ่อนตรงโคนกาบ) เป็นผักที่รู้จักบริโภคกันทั่วโลก เป็นผักที่มีสารต้านมะเร็งและมีคุณสมบัติในการย่อยอาหาร    &lt;br /&gt;ในเกาหลีปลูกกะหล่ำปลีมากที่เกาะเซจู กะหล่ำปลีชอบดินทรายและอากาศเย็น (ระหว่าง 15 - 20 องศา) ปัจจุบันที่เกาะเซจูแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตกะหล่ำปลีที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่ปลูกประมาณ 1,500 เฮคแตร์ หรือ ประมาณ 9,375 ไร่ และสามารถจะปลูกกะหล่ำปลีได้ตลอดทั้งปี&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผักสีแดง&lt;/strong&gt; มะเขือเทศจัดอยู่ในประเภทผักสีแดง สีแดงมาจากไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งช่วยชะลอความแก่ และเมื่อหลายปีก่อนมีบทความทางวิชาการยืนยันว่าไลโคปีนสามารถป้องกันมะเร็งในตับอ่อนได้ ทำให้ผู้คนหันมาสนใจบริโภคมะเขือเทศกันมากขึ้น&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ผักสีม่วง&lt;/strong&gt; สีม่วงใน&lt;a href="http://hcsupply.blogspot.com/search/label/eggplant"&gt;มะเขือม่วง&lt;/a&gt;ซึ่งเป็นผักในตระกูลมะเขือยาว (Aubergines) จะมีสีม่วงเข้ม บางครั้งดูเหมือนจะเป็นสีดำ สีม่วงเข้มดังกล่าวมาจากสีของแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ที่อยู่ในผัก แอนโธไซยานินมีคุณสมบัติในการป้องกันสารอันตรายไม่ให้สะสมในเส้นเลือด ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดในสมองแตก สารที่มีอยู่ในมะเขือม่วงนี้เรียกว่า &amp;quot;สโคโพเลติน&amp;quot; (Scopoletin) และ &amp;quot;สโคโพเลติน&amp;quot; ช่วยยับยั้งการเกร็งของกล้ามเนื้อในร่างกาย ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำให้รับประทานมะเขือม่วงเพื่อรักษาอาการทางประสาทด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;   &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผักสีเหลือง&lt;/strong&gt; พริกยักษ์หรือพริกหวานมีหลายสี ทั้งเขียว แดงและเหลือง สีเหลืองของพริกหวานประกอบด้วยเบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) ซึ่งเป็นตัวควบคุมการเพิ่มออกซิเจน หรือ Oxidation ของสารในร่างกาย ซึ่งจะมีผลต่อการชะลอความแก่และ ป้องกันมะเร็ง&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;นอกเหนือจากพริกหวานแล้ว ผักที่มีสีเหลือง หรือผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงอีกบางชนิดที่น่าจะจัดอยู่ในผักสีเหลืองได้ คือ ฟักทองและแครอท โดยเฉพาะแครอทนั้น แม้ไม่ใช่ผักของไทยแต่ก็มีปลูกกันมากแล้ว โดยเฉพาะทางพื้นที่ที่สูงในภาคเหนือ&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;em&gt;ภาพประกอบ &lt;/em&gt;&lt;a href="http://www.dreamstime.com"&gt;&lt;em&gt;www.dreamstime.com&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-1807017932215363673?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/03/blog-post.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-4908307049949044058</guid><pubDate>Sat, 28 Feb 2009 02:31:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-02-28T09:31:34.549+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>vegetable</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>gherkin</category><title>ผักพื้นบ้านคู่ครัวเปี่ยมคุณค่า</title><description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;รศ.ดร.อรอนงค์ กังสดาลอำไพ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;img title="ภาพจาก caswells-moms.com" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; border-left: 0px; margin-right: auto; border-bottom: 0px" height="244" alt="ภาพจาก caswells-moms.com" src="http://lh3.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SaiiBWQB8oI/AAAAAAAAFgo/EUCQjXvrLc4/FreshFruitVegetable%5B4%5D.jpg?imgmax=800" width="244" border="0" /&gt; ผักเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารที่สำคัญและให้พลังงานต่ำ ไม่ก่อให้เกิดโรคอ้วนไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยชะลอความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ โดยทุกส่วนของผักสามารถนำมาปรุงและรับประทานเป็นอาหารได้ ไม่ว่าจะเป็นใบ ยอด ก้าน ดอก ผล ราก หัวและฝัก โดยเราสามารถเลือกซื้อผักตามตลาด ซึ่งมีทั้งผักปลอดสารพิษและผักสดตามฤดูกาลที่มีราคาไม่แพง หาซื้อง่ายและรสชาติดี โดยเฉพาะผักที่มีผลผลิตทั้งปี ซึ่งหลายคนคุ้นลิ้น ติดใจในรสชาติหวานตามธรรมชาติ และที่สำคัญแฝงคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;คะน้า&lt;/strong&gt; - เป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีน ซึ่งคะน้าสุก 1 ถ้วย มีเบต้าแคโรทีน 5.8 มก. เท่ากับร้อยละ 72 ของความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมีวิตามินซีและแคลเซียม นอกจากจะนำมาผัดหรือต้มแล้ว ใบอ่อนอาจนำมารับประทานสดๆ แกล้มเมี่ยงปลาทู หรือทำยำคะน้าก็อร่อย &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;แตงกวา&lt;/strong&gt; - เป็นผักที่สะสมน้ำไว้มาก เหมาะสำหรับผู้ควบคุมน้ำหนัก ถึงแม้แตงกวาจะให้สารอาหารเพียงเล็กน้อย แต่หาซื้อได้ง่าย รับประทานสะดวก หลายคนจึงนิยมรับประทานแตงกวาสดเป็นกับแกล้มคู่อาหารจานต่างๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน แตงกวาสามารถลดความเผ็ดร้อนได้ดี     &lt;br /&gt;ถั่วฝักยาวและถั่วลันเตา - อาหารพวกถั่วอุดมไปด้วยโปรตีน แถมมีใยอาหารสูงด้วย โดยเฉพาะถั่วลันเตาเป็นผักที่ให้โปรตีนและเหล็กสูง อาจนำถั่วฝักยาวมากินสดๆ แกล้มกับส้มตำ ลาบ น้ำตก น้ำพริกต่างๆ หรือนำถั่วทั้งสองชนิดมาผัด หรือต้มใส่ในแกงส้ม แกงเลียง แต่ต้องระวังถ้ารับประทานมากๆ อาจทำให้ท้องอืดได้ &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;บร็อคโคลี&lt;/strong&gt; - เป็นผักประเภทดอก ให้วิตามินซี แคลเซียมที่ไม่เป็นไขมันผลิตจากนมวัว ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายในการบำรุงกระดูกและฟันเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีโฟเลต โพแทสเซียมและใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง แต่เพื่อรักษาคุณค่าอาหารไว้มากที่สุดควรอบ นึ่งหรือผัดเร็วๆ หรือรับประทานเป็นผักสลัด &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ผักกาดขาว&lt;/strong&gt; - เป็นผักที่เด็กๆ ยอมรับได้ดี เนื่องจากเมื่อนำมาต้ม หรือผัดจะอ่อนนุ่มน่ารับประทาน ผักกาดขาวเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน โฟเลต &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ผักกาดหอม&lt;/strong&gt; - นิยมรับประทานเป็นผักสลัด หรือนำมาตกแต่งอาหารให้ดูน่ารับประทาน มีเบต้าแคโรทีนสูง &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ผักบุ้ง&lt;/strong&gt; - เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่มีเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา ปรับวายตาในที่มืดได้ดี ด้วยเหตุนี้คนโบราณจึงนิยมบอกว่า กินผักบุ้งแล้วตาหวาน &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;แครอท&lt;/strong&gt; - มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด และมีสารแคโรทีนอยด์มากที่สุด โดยแครอทปรุงสุก 1 ถ้วย มีแคโรทีนอยด์ 18 มก. หรือร้อยละ 300 ของปริมาณที่ควรรับประทานใน 1 วัน และยังประกอบด้วยเส้นใยชนิดไม่ละลายน้ำ เพิ่มกากใยอาหาร เหมาะสำหรับคนที่ควบคุมน้ำหนัก ในการประกอบอาหารสามารถทำเป็นผักสลัด ผัด ต้มหรือทำเป็นส้มตำ คั้นน้ำแยกกากหรือนำมาแกะสลักไว้ตกแต่งอาหาร ปัจจุบันนิยมใช้เป็นส่วนผสมในคุกกี้ ขนมปังและขนมเค้ก เพราะแครอทให้รสชาติหวานตามธรรมชาติ จึงลดสัดส่วนการเติมน้ำตาลในส่วนผสม ทำให้เบเกอรีหรือขนมปังนั้นดีต่อสุขภาพผู้รับประทาน &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;หอมหัวใหญ่&lt;/strong&gt; - เป็นผักที่มีรสชาติเผ็ดฉุนเป็นเอกลักษณ์ สามารถรับประทานแบบสดหรือปรุงสุก นอกจากนี้ยังนิยมใส่ในสลัดและนำมาประกอบอาหารประเภทยำ ต้มแกงจืด แกงมัสมั่นหรือใส่ในไข่เจียว หอมหัวใหญ่มีสารไดอัลลิลซีลไฟด์มากที่สุด ซึ่งเชื่อว่าเพิ่มระดับเอนไซม์ป้องกันมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือโคเลสเตอรอลได้ด้วย &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;กระหล่ำปลี&lt;/strong&gt; - เป็นผักที่มีสารต้านมะเร็งหลายตัว รับประทานแล้วจะช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ สามารถรับประทานแบบสดและปรุงสุก กระหล่ำปลีดิบมีวิตามินซีสูงที่สุด โดยเฉพาะกระหล่ำดาวที่ 1 ถ้วย มีวิตามินซีถึง 97 มก. ทั้งนี้ไม่ควรกินกระหล่ำปลีสดในปริมาณมากๆ เพราะมีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) ซึ่งจะไปขัดขวางการทำงานของต่อมธัยรอยด์ ทำให้ร่างกายขาดไอโอดีน แต่ถ้าปรุงสุก สารนี้จะสลายไป &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ปวยเล้งหรือผักโขม (Spinach)&lt;/strong&gt; - เป็นผักที่รู้จักกันดีในการ์ตูนป็อปอาย และทำให้เด็กๆ สนใจรับประทานผักมากขึ้น เป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีนที่ป้องกันโรคจอตาเสื่อมสภาพ โฟเลตซึ่งป้องกันเลือดจาง ลูเทอินและซีแซนทินที่ป้องกันการเกิดต้อกระจก ปวยเล้งหรือผักโขมสามารถทำอาหารได้หลายชนิด เช่น ใส่ในแกงจืด รับประทานเป็นเครื่องเคียง ผัดหรือผสมในผักสลัดก็ได้ แต่คนที่เป็นโรคเกาต์และนิ่วในไตบางชนิดไม่ควรรับประทาน &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ทั้งนี้การรับประทานผักเพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง ควรรับประทานผักคู่อาหารทุกมื้อและหลากหลายชนิดสลับกันไป และล้างผักก่อนที่หั่นเพื่อให้วิตามินและแร่ธาตุสูญเสียไปน้อยที่สุด เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารของผักควรนำมาปรุงอาหารทันที ใช้น้ำน้อย ไฟแรง เวลาสั้น...และนี่คือประโยชน์ของผักที่หาซื้อได้ง่ายๆ จากตลาดใกล้บ้านคุณ ดังนั้นวันนี้อย่าลืมสรรหาผักเป็นอาหารเพิ่มอีกสักจานในมื้อของคุณนะคะ    &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อแนะนำในการล้างผักให้ปลอดสารพิษตกค้าง      &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ผักที่เติบโตและเก็บเกี่ยวตามธรรมชาติย่อมมีสารพิษตกค้างน้อยกว่าผักที่เน้นปลูกเพื่อการบริโภค ซึ่งมักใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีต่างๆ เพื่อให้ผลผลิตได้มาตรฐาน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการรับประทานผักที่มีสารพิษหรือสารเคมีตกค้าง ที่ไม่สามารถตรวจสอบด้วยตาเปล่า จึงจำเป็นต้องล้างผักให้สะอาดก่อนทุกครั้ง โดยล้างผักด้วยน้ำไหลจากก๊อกหลายๆ ครั้งนาน 2 นาที หรือผสมผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ 20 ลิตร แช่น้ำผักนาน 5-10 นาที จากนั้นเทน้ำทิ้งและล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง หากเป็นผักประเภทหัว เช่น กระหล่ำปลี ให้ลอกส่วนนอกออกและเด็ดล้างทีละใบ ซึ่งเป็นวิธีล้างที่สามารถรักษาคุณค่าวิตามินได้ดีกว่าหั่นแล้วล้าง    &lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อมูลประกอบ&lt;/strong&gt; : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์     &lt;br /&gt;มหัศจรรยอาหารต้านโรค,.รีดเดอร์ส ไดเจสท์ &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ที่มาข้อมูล :&lt;/strong&gt; นิตยสาร Health Today    &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ภาพประกอบ :&lt;/strong&gt; &lt;a href="http://www.caswells-moms.com/" target="_blank"&gt;Caswell’s Moms&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-4908307049949044058?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/02/blog-post_28.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-6013769404194571868</guid><pubDate>Mon, 09 Feb 2009 10:35:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-02-09T17:35:58.233+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>2009</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>research farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>organic farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำปุ๋ยหมักจากเศษมะเขือม่วง</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>ปุ๋ยอินทรีย์</category><title>โรงผลิตปุ๋ยหมัก</title><description>&lt;p&gt;&lt;img title="โรงผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; border-left: 0px; margin-right: auto; border-bottom: 0px" height="287" alt="โรงผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SZAHBNWUFKI/AAAAAAAAFfw/HlM0wRYuwmI/07022009%28004%29%5B8%5D.jpg?imgmax=800" width="378" border="0" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img title="" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="162" alt="" src="http://lh6.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SZAHCKadrXI/AAAAAAAAFf0/GTnqdPTcyMc/07022009%28003%29%5B6%5D.jpg?imgmax=800" width="216" border="0" /&gt; &lt;img title="" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="163" alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SZAHDO-YbKI/AAAAAAAAFf4/oDOihKX0n5Q/07022009%28001%29%5B9%5D.jpg?imgmax=800" width="217" border="0" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;จากการที่บริษัทฯเห็นความสำคัญและสนับสนุนการลดปริมาณการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จึงสนับสนุนให้มีการผลิตน้ำหมักชีวภาพและสารชีวภัณฑ์ต่างๆเพื่อใช้ในการเพาะปลูกภายในสถานีทดลองและแจกจ่ายให้กับเกษตรกร&amp;#160; ทำให้สามารถลดต้นทุนและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันจึงได้ขยายผลโดยการสร้างโรงผลิตปุ๋ยหมักขึ้นภายในสถานีทดลอง เนื่องจากปัญหาในการกำจัดขยะเศษอาหาร เศษซากผลผลิตทางการเกษตรและของเสียจากกระบวนการผลิต&amp;#160; โดยการรวบรวมของเสียเพื่อใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักนั้น จะต้องทำควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้แยกขยะภายในโรงงานด้วย เพื่อความสะดวกในการผลิต นอกจากนี้ยังลดปัญหาในการกำจัดขยะประเภทอื่นๆ เนื่องจากขยะรีไซเคิล เช่น กระป๋อง ขวดแก้ว พลาสติก กระดาษ สามารถจำหน่ายออกไปนอกโรงงานได้ ทำให้ปริมาณขยะที่เหลือไว้กำจัดภายในโรงงานลดลงเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;สูตรการผลิตปุ่ยหมักจากเศษอาหาร&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;    &lt;br /&gt;เศษอาหาร 3 ส่วน    &lt;br /&gt;กากน้ำตาล 1 ส่วน    &lt;br /&gt;น้ำหมักชีวภาพ 1 ส่วน&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-6013769404194571868?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/02/blog-post_09.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-168980274015243252</guid><pubDate>Thu, 05 Feb 2009 02:10:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-02-05T09:10:26.693+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>news</category><title>'มันหวานญี่ปุ่น' ปลูกได้ในประเทศไทย</title><description>&lt;p align="justify"&gt;&lt;img title="" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; margin: 0px 10px 10px 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="200" alt="" src="http://lh3.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SYpKkdtjbdI/AAAAAAAAFfs/rmnklHqQCiU/sweet%20potato%5B4%5D.png?imgmax=800" width="260" align="left" border="0" /&gt; ในแปลงทดลองของแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จ.พิจิตร ได้ทำการทดลองปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศมานานประมาณ 4 ปี เริ่มจากการนำมันเทศเนื้อสีส้มจากประเทศออสเตรเลียมาทดลองปลูกในบ้านเราได้ผลผลิตและคุณภาพดีและได้ผลิตส่งขายยังซูเปอร์มาร์เกต ของห้างสรรพ สินค้าชั้นนำในกรุงเทพมหานคร ได้ผลตอบรับจากผู้บริโภคด้วยดีเสมอมาและได้มีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งได้มีการนำผลผลิตไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อีกมากมาย อาทิ น้ำมันเทศเนื้อสีส้มพร้อมดื่ม, ผลิตเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ     &lt;br /&gt;นอกจากมันเทศเนื้อสีส้มแล้ว ทางชมรมฯยังได้นำมันเทศเนื้อสีม่วงจากประเทศญี่ปุ่นมาทดลองปลูกได้ผลผลิตและคุณภาพดีไม่แพ้กัน แต่มันเทศเนื้อสีม่วงมีจุดอ่อนตรงที่เมื่อปลูกต่อเนื่องหลายรุ่นสีม่วงของเนื้อมันเทศอาจจะมีความแปรปรวนไม่ได้ผลผลิตเนื้อสีม่วงเข้มเช่นเดิม ในขณะนี้ ได้มีการนำมันเทศเนื้อสีเหลืองจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีคุณสมบัติของเนื้อเหนียวแน่นและมีจุดเด่นตรงที่มีรสชาติหวานกว่า มันเทศเนื้อสีอื่น ๆ หลายคนเรียกว่า “มันหวานญี่ปุ่น” (Japanese Sweet Potato) ซึ่งมันเทศเนื้อสีเหลืองสายพันธุ์นี้เป็นมันเทศที่มีชื่อเสียงของประเทศ ญี่ปุ่น มีการสั่งนำเข้ามาขายในบ้านเราในซูเปอร์มาร์เกต ห้างสรรพสินค้าใหญ่หลายแห่งในราคาขายถึงผู้บริโภคเฉลี่ยกิโลกรัมละ 90-100 บาท จัดเป็นมันเทศที่มีราคาแพงที่สุดในขณะนี้ ในขณะเดียวกันจัดเป็นมันเทศที่มีรสชาติอร่อยที่สุดเช่นกัน     &lt;br /&gt;ทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้เริ่มนำหัวมันเหลืองญี่ปุ่นหรืออาจจะเรียก “มันเหลืองญี่ปุ่น” มาทดลองปลูกโดยจัดแปลงการปลูกที่มีการดูแลรักษาเหมือนกับการปลูกมันเทศ เนื้อสีส้มทุกประการ แต่ในการจัดแปลงปลูกจะแบ่งล็อกเป็นแปลงละ 1 งาน เพื่อการจัดการแปลงและดูแลรักษาได้ง่าย ปลูกไปได้นานประมาณ 120 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หัวมันเทศที่ มีลักษณะเหมือนกับมันเทศที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ลักษณะของหัวมันเทศจะเรียวยาวคล้ายกับผักกาดหัว (หัวไชเท้า) ผิวเปลือกมีสีม่วงอมแดง ได้มีการทดลองปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตมาแล้ว 2 ครั้ง จนมีความมั่นใจว่าปลูกและให้ผลผลิตและมีคุณภาพดีไม่แพ้ที่ปลูกในญี่ปุ่น จึงได้ทำ การขยายพื้นที่ปลูกเพื่อผลิตส่งขายให้กับเครือ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ทำให้คนไทยจะได้บริโภค Japanese Sweet Potato ที่ปลูกในประเทศไทยแต่มีราคาถึงผู้บริโภคคนไทยถูกลง     &lt;br /&gt;เกษตรกรจะปลูกมันหวานญี่ปุ่นให้ประสบความสำเร็จนั้น ปัจจัยอันดับแรกที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องของสภาพของโครงสร้างดินที่จะปลูก ถึงแม้ว่ามันเทศจะเจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินร่วนปนทรายมีความเหมาะสมมากที่สุด&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;em&gt;ที่มา เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 30 มกราคม 2552&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-168980274015243252?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/02/blog-post.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-2242497523768974245</guid><pubDate>Fri, 16 Jan 2009 07:36:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-01-16T14:36:10.482+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>vegetable</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>2009</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>december</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>salad</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>january</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>research farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปลูกพืชไร้ดิน</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>สถานีทดลอง</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>crop</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>soiless culture</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>available</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>organic farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>2008</category><title>Available products in Winter 2008-2009</title><description>&lt;p align="center"&gt;&lt;img title="แปลงผักอินทรีย์" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="284" alt="แปลงผักอินทรีย์" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SXA41ApwWzI/AAAAAAAAFdU/_AmIZSuRNi0/DSC00310%5B22%5D.jpg?imgmax=800" width="380" border="0" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img title="บลอคโคลี่" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="181" alt="บลอคโคลี่" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SXA419ElV9I/AAAAAAAAFdY/bWz2GjaVj3w/DSC00313%5B5%5D.jpg?imgmax=800" width="141" border="0" /&gt; &lt;img title="ผักบุ้ง" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="183" alt="ผักบุ้ง" src="http://lh3.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SXA421bHQ9I/AAAAAAAAFdc/gQ2vQYqV0Ew/DSC00311%5B9%5D.jpg?imgmax=800" width="142" border="0" /&gt; &lt;img title="ปวยเล้ง" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="183" alt="ปวยเล้ง" src="http://lh6.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SXA437dyBkI/AAAAAAAAFdg/3BNWB83ra7c/DSC00312%5B8%5D.jpg?imgmax=800" width="142" border="0" /&gt; &lt;img title="DSC00315" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="183" alt="DSC00315" src="http://lh6.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SXA44ky7VFI/AAAAAAAAFdk/BPHr5dMmsPk/DSC00315%5B6%5D.jpg?imgmax=800" width="142" border="0" /&gt; &lt;img title="มะระ" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="182" alt="มะระ" src="http://lh4.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SXA45U22r8I/AAAAAAAAFdo/dJL00jczqh0/DSC00314%5B6%5D.jpg?imgmax=800" width="142" border="0" /&gt; &lt;img title="DSC00323" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="182" alt="DSC00323" src="http://lh4.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SXA46GBfsNI/AAAAAAAAFds/fSrGv_uuN4I/DSC00323%5B6%5D.jpg?imgmax=800" width="141" border="0" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;สถานีทดลองได้ทำการเพาะปลูกพืชผักด้วยวิธีทางเกษตรอินทรีย์บนเนื้อที่ 100 ตารางวา ประกอบด้วย บลอคโคลี่ ผักบุ้ง ปวยเล้ง บวบ และมะระ โดยใช้ปุ๋ยคอกและ&lt;a href="http://hcsupply.blogspot.com/search/label/%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C" target="_blank"&gt;ปุ๋ยหมัก&lt;/a&gt;ที่ผลิตได้เองในสถานีทดลอง ผลผลิตที่ได้ในช่วงเริ่มแรกจะไม่ค่อยได้คุณภาพเนื่องจาก มีการระบาดของหนอน หลังจากฉีดพ่น&lt;a href="http://hcsupply.blogspot.com/search/label/%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C" target="_blank"&gt;สารสกัดชีวภาพ&lt;/a&gt;ประกอบกับสภาพอากาศที่เย็นทำให้ผลผลิตเริ่มดีขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกวันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;นอกจากนี้ยังมีการทดลองปลูกผักสลัดด้วย&lt;a href="http://hcsupply.blogspot.com/search/label/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99" target="_blank"&gt;ระบบไร้ดิน (Soiless culture or Hydroponics)&lt;/a&gt; ในโรงเรือน จำนวน 300 ต้น ผลผลิตที่ได้มีความสมบูรณ์ดี &lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-2242497523768974245?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/01/available-products-in-winter-2008-2009.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-5995226572372456829</guid><pubDate>Mon, 05 Jan 2009 09:46:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-01-05T16:46:08.436+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>สถานีทดลอง</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>2009</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>soiless culture</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>research farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปลูกพืชไร้ดิน</category><title>Hydroponics Farm</title><description>&lt;p&gt;&lt;a href="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SWHW2eXy-eI/AAAAAAAAFaI/PaphseJmpTo/s1600-h/hydroponics%5B7%5D.jpg"&gt;&lt;img title="hydroponics" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; border-left: 0px; margin-right: auto; border-bottom: 0px" height="370" alt="hydroponics" src="http://lh6.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SWHW3-DdttI/AAAAAAAAFaM/M2hNNYCijvY/hydroponics_thumb%5B5%5D.jpg?imgmax=800" width="520" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;บริษัทฯ ทำการทดลองปลูกพืชไร้ดิน โดยใช้ระบบน้ำหยดในการให้น้ำและสารละลายปุ๋ย โครงสร้างเป็นท่อ PVC ขนาด 6 นิ้วผ่าครึ่ง และเจาะรูด้านล่างเพื่อระบายน้ำ วัสดุปลูกคือขุยมะพร้าว&amp;#160; ผักที่ทำการปลูกได้แก่ ผักสลัดชนิดต่างๆ จำนวน 300 ต้น&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-5995226572372456829?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2009/01/hydroponics-farm.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-677667635259896613</guid><pubDate>Mon, 10 Nov 2008 14:04:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-10T21:04:10.451+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>news</category><title>ญี่ปุ่นผุดสวนผักบนดาดฟ้าตึกกลางกรุง ช่วยลดภาวะโลกร้อน ...ลดคนตกงาน</title><description>&lt;p&gt;&lt;img style="margin: 0px 5px 10px 0px" hspace="hspace" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2008/11/lad01101151p1.jpg" align="left" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังดีใจกับ &amp;quot;ผู้นำคนใหม่&amp;quot; ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้าง&amp;quot;ปาฏิหาริย์&amp;quot; ครั้งยิ่งใหญ่ทางการเมือง ที่สหรัฐอเมริกากำลังจะมีประธานาธิบดีเป็นคนผิวสีครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากนายบารัค โอบามา สามารถคว้าชัยชนะในสนามเลือกตั้งมาได้อย่างงดงาม   &lt;br /&gt;ส่วนที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้ก็กำลังมี &amp;quot;สวนผักสไตล์ใหม่&amp;quot; ที่กำลังผุดขึ้นเรื่อยๆบนดาดฟ้าของตึกสูงใหญ่!!! สวนผักที่หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีใครกล้าคิดหรอกว่าจะได้เห็น แต่ตอนนี้กลับกำลังเป็นโครงการหนึ่งที่บริษัท พาโซนา กรุ๊ป ของญี่ปุ่น กำลังผลักดันให้แพร่ขยายผ่านโครงการที่ชื่อว่า พาโซนา โอทู (Pasona O2) ที่มีเป้าหมายต้องการสนับสนุนให้เจ้าของออฟฟิศ เจ้าของตึก สละพื้นที่บนหลังคาตึกหรือดาดฟ้ามาปลูกผัก ปลูกมัน เพื่อช่วยกันลดภาวะโลกร้อน แล้วยังเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน ด้วยว่าสวนผักบนหลังคา จะช่วยลดทอนความร้อนจากแสงอาทิตย์ ทำให้ลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ แถมยังเป็นการสร้างอาชีพใหม่ให้แก่คนกรุงได้ด้วยในภาวะที่กำลังจะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังทรุดหนัก ที่จะได้หันมาปลูกผักสดที่สะอาดปลอดสารพิษสารเคมีไว้ขายและรับประทานเองด้วย!! &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;img style="margin: 0px 5px 10px 0px" hspace="hspace" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2008/11/lad01101151p2.jpg" align="left" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ซายากะ อิทามิ หัวหน้าแผนกพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ของบริษัทพาโซนา กรุ๊ป เล่าถึงแนวคิดที่ทำให้เกิดโครงการ พาโซนา โอทู ที่เธอเป็นผู้ดูแลโครงการนี้เองว่า &amp;quot;เราต้องการจะกระตุ้นธุรกิจภาคเกษตรกรรมให้คนสนใจ โดยเริ่มที่กลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นอันดับแรก ด้วยการสร้างสวนผักรูปแบบใหม่ที่ดูสะอาดสดใสขึ้นกลางกรุงโตเกียว ซึ่งเราคิดว่าน่าจะทำให้คนหนุ่มสาวรู้สึกสนใจที่จะมาปลูกผักขายกัน&amp;quot;   &lt;br /&gt;แล้วโครงการนี้ก็กลายเป็นอาชีพใหม่ของนายโทโมฮิโร่ คิตาซาว่า หนุ่มกรุงวัย 31 ที่ตกงานจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ จึงตัดสินใจลองมาปลูกผักขาย หลังจากพยายามหางานใหม่มาสักระยะแต่ก็ไม่ได้สักที &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;img style="margin: 0px 0px 10px 5px" hspace="hspace" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2008/11/lad01101151p3.jpg" align="right" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;quot;ตอนแรกผมก็รู้สึกแปลกๆที่ต้องมาปลูกผัก แต่สักพักผมก็เริ่มเรียนรู้และรู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อยๆ&amp;quot; คิตาซาว่าเล่าถึงสวนผักกาดหอมของเขาตอนนี้ ซึ่งมีด้วยกัน 6 แปลง ดูแล้วคล้ายห้องแล็บมากกว่าสวนผัก ด้วยว่าแต่ละแปลงจะถูกกั้นแบ่งด้วยประตูกระจกใส ที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบอัตโนมัติ และมีระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นในอากาศและแสงแดด เพื่อช่วยให้พืชผักเจริญเติบโตได้ดี    &lt;br /&gt;เนื่องจากเป็นโครงการที่น่าสนใจ และน่าจะช่วยทำให้สภาพอากาศและสภาพแวดล้อมในกรุงโตเกียวดีขึ้น ด้านองค์การโทรศัพท์ของญี่ปุ่นก็ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ด้วย โดยสละพื้นที่บนอาคารสาขา 2 แห่งให้พนักงานมาปลูกมัน ภายใต้โครงการชื่อ &amp;quot;กรีน โพเทโต&amp;quot; เนื่องจากใบของมันมีขนาดใหญ่สามารถแผ่ปกคลุมป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ดี แล้วยังทำให้พนักงานได้รับประทานมันต้มรสหวานในช่วงฤดูใบไม้ร่วงกันด้วย    &lt;br /&gt;ทั้งนี้นายมาซาฮีโร นากาตะ เจ้าหน้าที่แผนกพัฒนาสิ่งแวดล้อมขององค์การโทรศัพท์ เล่าว่า หลังจากได้เห็นผลสำเร็จของโครงการนำร่อง ตอนนี้ทางองค์การโทรศัพท์จึงมีเป้าหมายจะขยายโครงการกรีน โพเทโต ไปให้ทั่วประเทศ แล้วไม่ใช่มุ่งเจาะไปที่อาคารสำนักงานตึกใหญ่ๆเท่านั้น แต่ยังจะขยายไปยังโรงเรียนต่างๆด้วย โดยหวังว่านี่จะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้เด็กนักเรียนในเมืองหลวงได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็สนุกกับการที่ได้มีส่วนผลิตพืชผัก อาหารที่งอกงามมาจากสองมือของพวกเขาเอง&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;em&gt;ข้อมูลจาก : คอลัมน์ ร่อนตามลม มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 10 พฤศติกายน 2551&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-677667635259896613?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2008/11/blog-post_10.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-4160603865748100760</guid><pubDate>Thu, 06 Nov 2008 04:25:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-06T11:25:38.043+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การผลิตขิง</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>ginger</category><title>การผลิตขิง : การคัดเลือกท่อนพันธุ์ปลูกขิง</title><description>&lt;p align="justify"&gt;ขิงเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจัดอยู่ในพืชตระกูลเดียวกับข่าและกระชาย มีลำต้นใต้ดินสะสมอาหาร ลักษณะคล้ายนิ้วมือเรียกว่า &amp;quot; แง่งขิง&amp;quot;&amp;#160; ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการขยายพันธุ์ได้ นอกจากจะใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร สามารถนำมาแปรรูปได้ เช่นขิงดอง ขิงแช่อิ่ม ขิงผง ตลอดจนนำมาเป็นยาสมุนไพรได้ เช่น แก้ไอ เป็นยาระบายขับลมได้เป็นอย่างดี แหล่งปลูกที่สำคัญในประเทศไทยได้แก่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ เลย&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;การผลิตขิงแบ่งออกเป็น การผลิตเพื่อบริโภคสด การผลิตเพื่อป้อนเข้าโรงงานอุตสาหกรรม และการผลิตพันธุ์ขิง&amp;#160; &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;h4&gt;&lt;font color="#91e0fb"&gt;พันธุ์ขิง&lt;/font&gt;&lt;/h4&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ในการปลูกขิงจำเป็นจะต้องคัดเลือกพันธุ์ขิงที่ดีเพื่อใช้เป็นพันธุ์ปลูก โดยปลูกเพื่อใช้เก็บเป็นพันธุ์ขิงเฉพาะ การเตรียมพันธุ์ขิงพันธุ์ดีจึงต้องรู้จักคัดเลือกพันธุ์ขิง การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกขิงทำพันธุ์ การดูแลรักษา เป็นต้น ซึ่งพันธุ์ขิงสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ&lt;/p&gt;  &lt;p align="center"&gt;&amp;#160;&lt;img style="border-right: 0px; border-top: 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="180" alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SRJxuvd3flI/AAAAAAAADZk/6jNP-5CEClo/IMG_4140%5B13%5D.jpg" width="260" border="0" /&gt;&amp;#160;&amp;#160; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;(1) &lt;font color="#d0fb97"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#bae776"&gt;ขิงใหญ่หรือขิงหยวก&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;em&gt; &lt;/em&gt;&lt;/font&gt;จะมีแง่งใหญ่ ข้อห่าง เนื้อละเอียดไม่มีเสี้ยนหรือมีแต่น้อยมาก รสเผ็ดน้อย ใต้เซลล์ผิวเมื่อลอกเยื่อหุ้มอกจะไม่มีสีหรือมีสีเหลืงองเรื่อ ๆ ลักษณะของตาที่ปรากฏบนแง่ง กลมมน ลำต้นสูง ปลายใบป้าน เหมาะสำหรับปลูกเป็นขิงอ่อน ส่งโรงงานเพื่อแปรรูปเป็นขิงดอง ขิงแช่อิ่มหรือใช้บริโภคสดก็ได้&lt;/p&gt;  &lt;p align="center"&gt;&lt;img style="border-right: 0px; border-top: 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="260" alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_Y1uUp7KwVQs/SRJxwI7unWI/AAAAAAAADZo/PdWd14iCm78/79%5B4%5D.jpg" width="200" border="0" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;(2) &lt;strong&gt;&lt;font color="#bae776"&gt;ขิงเล็กหรือขิงเผ็ด&lt;/font&gt;&lt;em&gt; &lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;จะมีแง่งเล็ก สั้น ข้อถี่ เนื้อมีเสี้ยนมาก รสค่อนข้างเผ็ด ลักษณะของตาที่ปรากฏบนแง่งค่อนข้างแหลม แตกแขนงดี นิยมปลูกเป็นขิงแก่ เพราะได้น้ำหนักดี ใช้ทำเป็นพืชสมุนไพรประกอบทำยารักษาโรค และสกัดทำน้ำมัน&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;h4&gt;&lt;font color="#91e0fb"&gt;สภาพพื้นที่การผลิตขิง&lt;/font&gt;&lt;/h4&gt;  &lt;p align="justify"&gt;ขิงเป็นพืชทีสามารถเจริญเติบโตได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ขิงเจริญเติบโตได้ดีที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุสูง การระบายน้ำดี มีความชื้นในอากาศสูง และอากาศค่อนข้างเย็นพื้นที่ที่เหมาะสมและนิยมปลูกขิงกันมากคือพื้นที่ภูเขาในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ส่วนบนพื้นที่ราบจะมีการปลูกขิงไม่มาก&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;h4&gt;&lt;font color="#91e0fb"&gt;การขยายพันธุ์ขิง&lt;/font&gt;&lt;/h4&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;การเตรียมท่อนพันธุ์ขิง     &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt; เชื้อโรคแง่งเน่าที่เกิดจากแบคทีเรีย จะติดไปกับท่อนพันธุ์ขิงทำให้เกิดโรคระบาดในแปลงปลูก ดังนั้นต้องเตรียมท่อนพันธุ์ให้ดีอย่าให้เชื้อติดไป โดยปฏิบัติดังนี้     &lt;br /&gt;1. เลือกท่อนพันธุ์ขิงจากแหล่งที่ไม่มีโรคระบาดมาทำพันธุ์ เป็น&lt;u&gt;ท่อนพันธุ์ที่สมบูรณ์ ไม่มีร่อยรอยของการทำลายโรคและแมลง ข้อถี่ แง่งใหญ่ กลมป้อม ตาเต่ง เนื้อไม่นิ่ม ผิวเป็นมัน อายุประมาณ 10 - 12 เดือน&lt;/u&gt;    &lt;br /&gt;3. ทำการตัดแบ่งท่อนพันธุ์ขนาด 2-3 ตา ด้วย มีดที่สะอาดฆ่าเชื้อโรคแล้ว โดยแช่มีดในน้ำยาฆ่าเชื้อโรคคือ แอลกอฮอล์ 70 % (แอลกอฮอร์ล้างแผล) หรือ คลอร็อกซ์(น้ำยาฟอกผ้าขาว) หรือ น้ำยาไฮเตอร์ 10% แนะนำให้ใช้มีด 2 เล่ม ตัดหัวพันธุ์ขิงสลับกัน โดยใช้มีดเล่มแรกตัดหัวพันธุ์ขิงเสร็จกันก็เอามีดแช่น้ำยาไว้เมื่อจะตัดหัวพันธุ์ขิงต่อไปก็เอาเล่มแรกที่แช่น้ำยาไว้มาตัด ใช้มีดสลับกันตัดจะป้องกันเชื้อติดไปกับมีดตัดท่อนพันธุ์    &lt;br /&gt;4. แช่หัวพันธุ์ขิงที่ตัดแล้วในน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย คือ ยาปฏิชีวนะ เตราซัยคลิน 40 แคบซูลต่อน้ำสะอาด 20 ลิตร เป็นเวลา 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งในที่ร่มให้แห้งน้ำยาที่ใช้แล้ว ห้ามทิ้งไว้ข้ามคืนหรือโดนแสงแดดจะเสื่อมคุณภาพดังนั้นจะต้องเตรียมน้ำยาทุกครั้ง    &lt;br /&gt;5. นำหัวพันธุ์มาแช่ยากันราและแมลงอีกครั้ง เช่น เมตาแลกซิล กันโรคโคนเน่าจากเชื้อรา อัตรา 40-50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และยากันแมลง เช่น เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง เช่น คลอร์ไพรีฟอส อัตรา 20-30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และผสมสารจับใบด้วย จะช่วยให้ยาติดท่อนพันธุ์ดีขึ้น &lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;การเก็บเกี่ยวท่อนพันธุ์     &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ทำการเก็บเกี่ยวท่อนพันธุ์เมื่ออายุ 10-12 เดือนหลังจากปลูก หรือสังเกตได้จากใบและลำต้นเริ่มเหี่ยวเฉา เมื่อขิงมีอายุย่างเข้าเดือนที่ 8 ในการเก็บเกี่ยวนั้นหากเป็นพื้นที่แห้งและแข็ง ให้รดน้ำที่แปลงเพื่อให้ดินอ่อนตัวก่อนจึงใช้มือดึงขึ้นมาก จากนั้นเขย่าดินออกทิ้ง ตัดรากและใบเหี่ยวออก แยกแง่งที่จะใช้สำหรับทำพันธุ์ โดยเลือกแง่งที่อวบใหญ่ปราศจากเชื้อโรค แมลง และไม่มีแผล&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;strong&gt;การเก็บรักษาท่อนพันธุ์ (Seed rhizome)&lt;/strong&gt;     &lt;br /&gt;ขิงมีการพักตัว 1-3 เดือน จึงควรเก็บรักษาพันธุ์ขิงไว้ในที่เย็นและแห้ง โดยก่อนเก็บควรจุ่มสารเคมีป้องกันโรคและแมลงโดยนำหัวพันธุ์มาใส่ถุงตาข่ายไนลอน และแช่ในน้ำยาเคมี เช่น แมนเซ็ทดี 30-40 กรัม/น้ำ20ลิตร ผสมด้วยเมตาแลกซิล 30-40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และคลอร์ไพริฟอส อัตรา 20-30 ml./น้ำ 20 ลิตร โดยแช่ไว้นาน 10-15 นาที ก่อนนำมาผึ่งให้แห้งแล้วเก็บไว้บนแคร่หรือชั้นในที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก จนกว่าจะได้เวลาปลูกไม่ควรกองแม่พันธุ์ขิงไว้บนพื้นดิน เพราะจะทำให้เกิดโรคและแมลงติดมายังหัวพันธุ์ที่เก็บรักษาได้&lt;/p&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;em&gt;อ้างอิง : &lt;a href="http://www.doa.go.th" target="_blank"&gt;กรมวิชาการเกษตร&lt;/a&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-4160603865748100760?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2008/11/blog-post.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-2602092929612899547</guid><pubDate>Fri, 17 Oct 2008 06:57:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-10-17T13:57:47.795+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปรับปรุงคุณภาพดิน</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>organic farm</category><title>ปัจจัยความสำเร็จในการทำเกษตรกรรม</title><description>&lt;p align="justify"&gt;การประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตด้านการเกษตร 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ &lt;strong&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;ปัจจัยทางกายภาพ ปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; ที่ต้องนำมาพิจารณา เพื่อคัดเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพไร่นาของตน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ผลิตผลที่มีปริมาณ และคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงการอนุรักษ์และปรับสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นไปพร้อมกัน&lt;/p&gt; &lt;p align="center"&gt;&amp;nbsp;&lt;a href="http://lh4.ggpht.com/nonny264/SPg3UDkLT8I/AAAAAAAADY4/mqa0mtK-7O8/s1600-h/DSC00193%5B13%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right: 0px; border-top: 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="300" alt="" src="http://lh4.ggpht.com/nonny264/SPg3VnDVAqI/AAAAAAAADY8/hSRm81nljic/DSC00193_thumb%5B11%5D.jpg?imgmax=800" width="393" border="0"&gt;&lt;/a&gt; &lt;/p&gt; &lt;h3&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;&lt;u&gt;ปัจจัยทางกายภาพ&lt;/u&gt;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;ประกอบด้วย &lt;strong&gt;ดิน&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการเกษตร เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารการของพืชเป็นที่ค้ำจุนรากพืชทำให้ลำต้นตั้งตรงแข็งแรงเป็นที่ดูดซับน้ำสำหรับหล่อเลี้ยงต้นพืช ผลผลิตของพืชจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่มีส่วนประกอบของธาตุอาหารสำคัญ คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม รวมทั้งอินทรียวัตถุและธาตุอาหารรองอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช &lt;br&gt;สภาพที่ดินของประเทศไทยมีหลายลักษณะ จึงทำให้มีผลผลิตทางการเกษตรหลากหลายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพท้องถิ่น การจำแนกสภาพพื้นที่ดินของไทยแบ่งออกได้ดังนี้ &lt;br&gt;&lt;strong&gt;ที่สูง&lt;/strong&gt; หมายถึง พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป มีสภาพอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปีจึงเหมาะสำหรับปลูกลิ้นจี่ ลำไย เชอรี่ ท้อ ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชผักเมืองหนาว &lt;br&gt;&lt;strong&gt;ที่ดอน&lt;/strong&gt; ส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝน เกษตรกรจะปลูก ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว มันสำปะหลัง ปอ และข้าวไร่ ส่วนบริเวณที่สามารถเก็บกักน้ำได้จะใช้ทำนา ในแหล่งที่มีปริมาณฝนน้อย เช่น จังหวัดชัยภูมิและบางส่วนของจังหวัดนครราชสีมา จะเหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์ และปลูกมะม่วงแก้ว มะม่วงหิมพานต์ มะขามหวาน ซึ่งเป็นไม้ผลที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี &lt;br&gt;&lt;strong&gt;ที่ราบลุ่ม&lt;/strong&gt; เหมาะสมสำหรับการทำนาโดยเฉพาะในเขตชลประทาน ดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีน้ำอย่างพอเพียงจะสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้งขึ้นไป บางแห่งเกษตรกรจะปรับเปลี่ยนสภาพนาเป็นร่องสวน เพื่อใช้ปลูกพืชผัก และปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นบางแห่งเกษตรกรจะขุดบ่อเลี้ยงปลาและกุ้ง ตัวอย่างเช่น ที่จังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา &lt;br&gt;&lt;strong&gt;ที่ลุ่มน้ำลึก&lt;/strong&gt; ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาบางส่วน อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และสุพรรณบุรี รวมเนื้อที่ประมาณ 6 ล้านไร่ พื้นที่ดังกล่าวเหมาะสำหรับปลูกข้าวขึ้นน้ำหรือข้าวฟางลอย เกษตรกรจะเริ่มเตรียมดินโดยการไถดะไถแปร เมื่อฝนเริ่มตกราวปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม หลังการเตรียมดินเกษตร การจะหว่านเมล็ดข้าวแห้งแล้วไถกลบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเมล็ดข้าวได้รับความชื้นจะงอกและเจริญเติบโตอยู่ในสภาพไร่ระยะหนึ่ง เกษตรกรบางรายจะหว่านเมล็ดถั่วเขียวร่วมกับเมล็ดข้าวขึ้นน้ำ เกษตรกรบางรายอาจจะปลูกข้าวโพดเทียน ก่อนหว่านเมล็ดข้าว เกษตรกรเหล่านั้นจะเก็บเกี่ยว ถั่วเขียวและข้าวโพดเทียนพื่อจำหน่ายก่อนน้ำไหลบ่าเข้าท่วมทุ่ง และจะมีระดับน้ำลึกที่สุดประมาณ 125 เซนติเมตร ข้าวขึ้นน้ำก็ยังสามารถติดดอกออกผลได้เป็นปกติ เมื่อระดับน้ำลดลงในปลายเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมากราคม เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อจำหน่ายและเก็บไว้บริโภค และทำพันธุ์บางส่วน&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt; &lt;/p&gt; &lt;h4&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color="#88def7"&gt;คุณภาพของดิน&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/h4&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#595959"&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color="#88def7"&gt;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;มีความสำคัญในการเกษตรเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากมีผลโดยตรงและทางอ้อมต่อพืชที่ปลูกผลทางตรงจะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดส่วนผลทางอ้อมหากปลูกพืชในดินที่ขาดธาตุฟอสฟอรัสเมื่อน้ำพืชที่ขาดธาตุฟอสฟอรัสไปเลี้ยงสัตว์จะมีผลทำให้กระดูกสัตว์ไม่แข็งแรงและเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ &lt;br&gt;&lt;strong&gt;ความลึกของหน้าดิน&lt;/strong&gt; การเพาะปลูกพืชจะได้ผลดีต้องมีหน้าดินลึก 100 เซนติเมตรเป็นอย่างน้อย เพื่อให้รากพืชสามารถหยั่งลงได้ลึกและหาอาหารได้ดีขึ้น&lt;br&gt;&lt;strong&gt; เนื้อดิน&lt;/strong&gt; แบ่งออกเป็น ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย และดินตะกอน ในบริเวณที่เป็นดินตะกอนมักเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ &lt;br&gt;-ดินร่วนนอกจากมีความอุดมสมบูรณ์สูงแล้วยังสามารถระบายน้ำได้ดีกว่าดินเหนียวอีกด้วย &lt;br&gt;-ดินทรายเป็นดินเนื้อหยาบมีธาตุอาหารต่ำ และถูกชะล้างได้ง่ายจึงไม่เหมาะสำหรับการเพาะปลูก &lt;br&gt;-ดินกรด หรือดินที่ชาวบ้านเรียกว่าดินเปรี้ยว มีสมบัติทางเคมีไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากพิษของธาตุเหล็กและอลูมินั่ม ดินกรดชาวบ้านใช้วิธีทดสอบด้วยการบ้วนน้ำหมากลงในน้ำดินที่เป็นกรดน้ำหมากจะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีดำคล้ำทันที วิธีแก้ความเป็นกรดทำได้ด้วยวิธีการใส่ปูนขาว หินปูน หรือปูนมาร์ล เพื่อลดความเป็นพิษของเหล็กและอลูมินั่มลง นอกจากนี้ยังช่วยให้ฟอสฟอรัสในดินเป็นประโยชน์ต่อพืชมากขึ้น &lt;br&gt;-ดินเค็ม เป็นที่มีเกลืออยู่ปริมาณมากจนเป็นอันตรายต่อพืชวิธีแก้ไขทำได้โดยไม่ปล่อยให้หน้าดินแห้ง เพราะจะทำให้น้ำใต้ดินนำเกลือขึ้นมาสะสมบนหน้าดิน หากดินยังมีความเค็มอยู่ให้เลือกปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ละมุด พุทรา มะขาม มะพร้าว และมะม่วงหิมพานต์ เนื่องจากสามารถทนต่อความเค็มได้ดี&lt;/font&gt;&lt;/font&gt; &lt;/p&gt; &lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://lh6.ggpht.com/nonny264/SPg3YMBByhI/AAAAAAAADZA/NP2il_sNODc/s1600-h/DSC04871%5B9%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right: 0px; border-top: 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="291" alt="" src="http://lh3.ggpht.com/nonny264/SPg3aHmCCkI/AAAAAAAADZE/WmZcb-ohLUE/DSC04871_thumb%5B7%5D.jpg?imgmax=800" width="381" border="0"&gt;&lt;/a&gt; &lt;/p&gt; &lt;h4&gt;&lt;font color="#88def7"&gt;การปรับปรุงและรักษาสมบัติของดินเพื่อการเกษตรกรรม&lt;/font&gt;&lt;/h4&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#595959"&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color="#88def7"&gt;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เนื่องจากใช้เพาะปลูกพืชมานานจำเป็นต้องปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะในการเพาะปลูกพืช หรืออย่างน้อยควรรักษาระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่ให้เสื่อมลง วิธีการปรับปรุงบำรุงดินทำได้หลายวิธี การใช้ปุ๋ย เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยยกระดับผลผลิตให้สูงขึ้น ปุ๋ยที่ใช้มี 2 ชนิด ชนิดแรกคือ ปุ๋ยเคมี ที่มีส่วนประกอบสำคัญ ของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม หรืออาจมีธาตุรองอื่นๆ รวมอยู่ด้วยก็ได้ความต้องการปุ๋ยนั้นขึ้นอยู่กับชนิด และระยะการเจริญเติบโตของพืช ปุ๋ยเคมีเป็นธาตุที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว และเกษตรกรใช้ได้สะดวก ปุ๋ยชนิดที่ 2 คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ได้จากปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยชนิดดังกล่าวนอกจากจะเพิ่มธาตุอาหารในดินแล้วยังช่วยปรับปรุงดินให้ร่วนซุย ไถพรวนง่ายดูดซับน้ำ ได้ดีทั้งนี้เกษตรกรสามารถใช้วัสดุเหลือใช้ในไร่นามาใช้ประโยชน์ได้ การปลูกพืชหมุนเวียนนิยมปลูกพืชตระกูลถั่วร่วมอยู่ด้วย เนื่องจากพืชตระกูลถั่วมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ที่ปมราก สามารถตรึงไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์ต่อพืชได้และการปลูกพืชคลุมดินจะช่วยไม่ให้หน้าดินถูกชะล้างได้ง่ายโดยเฉพาะในพื้นที่ลาดชัน&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;  &lt;h4&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color="#88def7"&gt;น้ำ&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/h4&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#595959"&gt;น้ำช่วยละลายธาตุอาหารในดิน ทำให้พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ช่วยลดอุณหภูมิในต้นพืชในขณะที่มีอุณหภูมิสูง แหล่งน้ำที่นำมาใช้ในการเกษตรได้มาจากน้ำฝน ห้วย หนอง คลอง บึง หรือ ได้จากเขื่อนโครงการชลประทานต่างๆ ดังนั้นการทำกิจกรรมการเกษตรใดๆ จะต้องพิจารณาถึงแหล่งน้ำเพื่อใช้เพาะปลูกพืชในฤดูแล้ง ปริมาณของน้ำจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวควบคุมขนาดของพื้นที่การเกษตร อุณหภูมิ ปริมาณฝน แสงแดด และความเร็วลม รวมเรียกว่า สภาพลมฟ้าอากาศ จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งพืชแต่ละชนิดมีความต้องการอุณหภูมิและแสงแดดแตกต่างกันไป&lt;/font&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#595959"&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;h3&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;ปัจจัยทางชีวภาพ&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#595959"&gt;มักมีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยทางกายภาพ เช่น ในภาคใต้มีฝนตกชุก ดินอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรจึงนิยมปลูกยางพาราเป็นพืชหลัก ซึ่งมีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือการกระจายของน้ำฝนไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งความอุดมสมบูรณ์ต่ำ บางส่วนเป็นดินเค็ม เกษตรกรต้องคัดเลือกปลูกมันสำปะหลัง ปอ ข้าวฟ่าง และมะม่วงหิมพานต์ เนื่องจากทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ในบริเวณที่ลุ่มสามารถเก็บกักน้ำได้ เกษตรกรจะปลูกข้าวเหนียวไว้บริโภคในครัวเรือน ภาคเหนืออากาศหนาวเย็น เกษตรกรเลือกปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ผักสลัด กะหล่ำปลี กุหลาบ สตรอเบอรี่ ลำไย ลิ้นจี่ และท้อ เป็นต้น ในที่ลุ่มภาคกลางมีระบบการชลประทานที่สมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งผลิตข้างที่สำคัญของประเทศ การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงทำให้โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด อย่างรุนแรง ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องเปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุก 3 - 5 ปี เช่น ในจังหวัดสุพรรณบุรีการใช้เปลี่ยนการใช้พันธุ์ข้าวจาก กข 7 และสุพรรณบุรี 60 มาใช้ สุพรรณบุรี 90 ปทุมธานี 1 และชัยนาท 1 ทดแทน เนื่องจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น&lt;/font&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#595959"&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt; &lt;h3&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#595959"&gt;นับว่ามีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาการเกษตรเป็นอย่างมากตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายเช่น ผลของการพัฒนาชนบทที่ผ่านมา มีการสร้างถนนหนทาง ไฟฟ้าและประปาในหมู่บ้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ผลกระทบที่ตามมาคือชาวชนบทส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อรถจักรยนต์ พัดลม ตู้เย็น หรือแม้แต่โทรทัศน์ ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้บางชนิดอาจไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพเลยก็มี ทั้งนี้องค์ประกอบทางเศรษฐกิจและสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเกษตรอย่างหลีกเลี้ยงไม่ได้ ดังนั้นปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่ควรนำมาร่วมพิจารณาก็คือ &lt;br&gt;&lt;strong&gt;แรงงาน&lt;/strong&gt; หมายถึง การใช้กำลังกาย เข้าทำงาน เพื่อแลกกับเงินหรือสินค้าอย่างอื่น แล้วแต่จะตกลงกันระหว่างผู้จ้างและผู้ถูกจ้าง หากเกษตรกรใช้กำลังของตัวเองเรียกว่า การใช้แรงงานของตนเอง แรงงานที่ใช้ในการเกษตรมีหลายประการ คือ แรงงานที่ไม่ได้คิดเป็นตัวเงิน เช่น แรงงานในครอบครัว และแรงงานจ้างแบ่ง เป็นแรงงานจ้างตลอดปี และการจ้างบางฤดูหรือบางครั้งบางคราว ดังนั้น การพิจารณาการใช้ขนาดพื้นที่ของไร่นาต้องอาศัย จำนวนแรงงาน ทั้งนี้ลักษณะของพืชหรือสัตว์ที่ทำการผลิต ดังตัวอย่าง การปลูกผักจะใช้แรงงานมากกว่าการปลูกพืชไร่ในพื้นที่เท่ากันหรือการเลี้ยงโคนมต้องใช้ แรงงานมากกว่าวัวเนื้อ ทุน เป็นทั้งปัจจัยการผลิตมีที่เป็นตัวเงินและไม่ใช้ตัวเงิน ทั้งนี้พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร ขนาดเล็กและโรงเรือน จัดเป็นทุนประเภทคงทนถาวร ส่วนเมล็ดพืช อาหารสัตว์ สารเคมี น้ำมันเชื้อเพลิง และเงินที่ใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต หรือเพื่อจ่ายค่าจ้างแรงงานจัดเป็นทุนประเภทหมุนเวียน ทั้งนี้การลงทุนในไร่นาของเกษตรกรย่อมจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น จะเห็นว่าเกษตรกรในภาคกลางจะลงทุนมากกว่าภาคอื่น ๆ อีกทั้งขนาดพื้นที่เฉลี่ยก็ยังมากที่สุดอีกด้วย เฉลี่ยประมาณ 30 ไร่ต่อครอบครัว นอกจากนี้แล้วดินยังมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนสูง ทำให้มีการลงทุนด้านการใช้แรงงาน และเครื่องมือการเกษตรสูงกว่าภาคอื่น ๆ อีกด้วย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแม้ว่าขนาดพื้นที่ไร่นามีขนาดใกล้เคียงกับภาคกลางก็ตามแต่เป็นภาคที่มีการลงทุนต่ำที่สุด เนื่องจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง อีกทั้งการกระจายตัวปริมาณน้ำฝนไม่สม่ำเสมอ ทำให้มีฝนทิ้งช่วงในฤดูเพาะปลูกค่อนข้างยาวนาน ส่งผลทำให้การเพาะปลูกเสียหายอยู่เสมอ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;  &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#595959"&gt;&lt;strong&gt;ศาสนาและวัฒนธรรม&lt;/strong&gt; มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่นใน 4 จังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่ สตูล ยะลา ปัตตานี ไป จนถึงนราธิวาส ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม หากมีการส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นแหล่งผลิตสุกรในภาคใต้ โอกาสของโครงการดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จคงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากขัดต่อหลักศาสนา ตลาด การผลิตสินค้าเกษตรใดๆก็ตาม เมื่อผลิตได้มากเกินความต้องการของผู้บริโภค ปัญหาสินค้าล้นตลาดย่อมเกิดขึ้น ดังนั้นการจะผลิตสินค้าใดๆ ต้องให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป็นสำคัญเกษตรกรต้องจัดหา ตลอดในท้องถิ่นอย่างเหมาะสม ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้ว่าผลผลิตจะมีคุณภาพดีเพียงใดก็ไม่เกิดประโยชน์ เมื่อไม่มีตลอดรองรับสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวกที่รัฐจัดหาให้ ไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า และประปา ในชุมชนที่มีปัจจัยดังกล่าวครบบริบูรณ์ ย่อมมีต้นทุนการผลิตในการขนส่งต่ำ สินค้าที่นำส่งตลาดจะไม่บอบช้ำ เกษตรกรสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วกว่าในถิ่นที่ห่างไกลจากชุมชนออกไป จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบอาชีพทางเกษตรกรจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข และปัจจัยต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันไป ทั้งนี้เกษตรกรจะต้องรู้จักวิธีจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นาให้เป็นระเบียบและเป็นระบบในสัดส่วนที่เหมาะสมประการสำคัญ การประกอบอาชีพเกษตรกรรมนั้นสมาชิกในครอบครัวจะต้องมีความพึงพอใจ มีเวลาพักผ่อนมีโอกาสไปวัดฟังธรรมและมีเวลาคบหาสมาคมกับเพื่อนบ้านได้ตามประเพณีอย่างเหมาะสมจึงจะนับว่า เกษตรกรผู้นั้นประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมีความสุข &lt;/font&gt;&lt;/font&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;font color="#595959" size="1"&gt;&lt;em&gt;ที่มา : ศูนย์สารสนเทศ กรมวิชาการเกษตร&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-2602092929612899547?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2008/10/blog-post_17.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-6472240130642145829</guid><pubDate>Sat, 11 Oct 2008 09:58:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-10-11T16:58:01.730+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปรับปรุงคุณภาพดิน</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>สถานีทดลอง</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>research farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>organic farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>ปุ๋ยอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>น้ำหมักชีวภาพและสารสกัดชีวภาพ</category><title>น้ำหมักชีวภาพและสารสกัดชีวภาพจากพืชสมุนไพร (3)</title><description>&lt;h3 align="center"&gt;&lt;a href="http://lh5.ggpht.com/nonny264/SPB4RED4QMI/AAAAAAAADYQ/KiupkzyYlBM/s1600-h/DSC05035%5B7%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right: 0px; border-top: 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="252" alt="" src="http://lh4.ggpht.com/nonny264/SPB4UFbDB5I/AAAAAAAADYU/u1qEA0nbXyY/DSC05035_thumb%5B5%5D.jpg?imgmax=800" width="329" border="0"&gt;&lt;/a&gt; &lt;/h3&gt; &lt;h3&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;สูตรกำจัดหนอนและแมลง&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;หางไหล 3 กิโลกรัม&lt;br&gt;เปลือกสะเดา 3 กิโลกรัม&lt;br&gt;หนอนตายหยาก 3 กิโลกรัม&lt;br&gt;ยาสูบ (ยาเส้น) 0.5 กิโลกรัม&lt;br&gt;เหล้าขาว 1 ขวด&lt;br&gt;น้ำส้มสายชู 1 ขวดกระทิงแดง&lt;/p&gt; &lt;p align="justify"&gt;นำสมุนไพรมาทุบพอแตก เติมเหล้าขาวและน้ำส้มสายชู แล้วเติมน้ำให้ท่วม แล้วเติมกากน้ำตาลประมาณ 2 แก้ว หมักทิ้งไว้ 7 วัน ก็นำไปใช้ อัตรา 30 – 50 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร&lt;br&gt; &lt;h3 align="justify"&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;&lt;u&gt;สูตรป้องกันราหรือไร&lt;/u&gt;&lt;/font&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ลิตร&lt;br&gt;กากน้ำตาล 1 ลิตร&lt;br&gt;ตะไคร้หอม 2 กิโลกรัม&lt;br&gt;ข่าแก่ 2 กิโลกรัม&lt;br&gt;ใบและเมล็ดสะเดา 2 กิโลกรัม &lt;p align="justify"&gt;นำสมุนไพรมาโขลกให้แหลกพอประมาณ ใส่น้ำลงไปพอคั้นน้ำได้ แล้วคั้นน้ำสมุนไพรให้ได้ปริมาตร 3 ลิตร &lt;br&gt;นำหัวเชื้อจุลินทรีย์ผสมกากน้ำตาลแล้วผสมกับน้ำสมุนไพร ปิดฝาหมักทิ้งไว้ 3 วัน เมื่อครบกำหนดกรองเอาแต่น้ำ ประมาณ 0.5 ลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน&lt;br&gt; &lt;h3&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;&lt;u&gt;สูตรกำจัดเพลี้ยไฟ&lt;/u&gt;&lt;/font&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;ใบยูคาลิปตัส 2 กิโลกรัม&lt;br&gt;ยอดสะเดา 2 กิโลกรัม&lt;br&gt;ข่าแก่ 2 กิโลกรัม&lt;br&gt;บอระเพ็ด 2 กิโลกรัม&lt;br&gt;หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 แก้ว&lt;br&gt;กากน้ำตาล 1 แก้ว &lt;p align="justify"&gt;นำสมุนไพรแต่ละอย่างมาแยกใส่ปี๊บเติมน้ำให้เต็ม แล้วต้มจนน้ำแห้งเหลือน้ำครึ่งปี๊บ แล้วเทรวมกัน จึงใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ และกากน้ำตาล ปิดฝาหมักทิ้งไว้ 3 วัน จึงนำไปใช้ โดย 250 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น หรือราดในนาข้าว &lt;p align="justify"&gt;&amp;nbsp; &lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://lh3.ggpht.com/nonny264/SPB4X2KHBaI/AAAAAAAADYY/tHUHszG2MN0/s1600-h/DSC04867%5B12%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right: 0px; border-top: 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="160" alt="" src="http://lh4.ggpht.com/nonny264/SPB4cWruArI/AAAAAAAADYc/-3D5T4b7FwA/DSC04867_thumb%5B10%5D.jpg?imgmax=800" width="206" border="0"&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://lh3.ggpht.com/nonny264/SPB4kVhpdPI/AAAAAAAADYg/s6zMhdr7ig0/s1600-h/DSC04875%5B8%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right: 0px; border-top: 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="160" alt="" src="http://lh6.ggpht.com/nonny264/SPB4p8YONuI/AAAAAAAADYk/kNDzjryk3yo/DSC04875_thumb%5B6%5D.jpg?imgmax=800" width="207" border="0"&gt;&lt;/a&gt; &lt;/p&gt; &lt;h3&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;การใช้สาร&lt;b&gt;สกัด&lt;/b&gt;&lt;b&gt;ชีวภาพ&lt;/b&gt;หรือน้ำหมัก&lt;b&gt;ชีวภาพ&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;ควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เช่น ปุ๋ยหมัก โดยใช้ปุ๋ยหมักคลุกเคล้าลงในดินขณะเตรียมดินปลูก แล้วใช้สารสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพเสริมธาตุอาหารให้แก่พืชในขณะที่พืชกำลังเจริญเติบโต &lt;p align="justify"&gt;ในการใช้แต่ละสูตรจะใช้ในแต่ละช่วงเวลาของการเจริญเติบโตของ เช่น สูตรฮอร์โมนจะนำไปใช้ในช่วงที่พืชกำลังจะออกดอกออกผล สูตรสมุนไพรจะใช้เฉพาะป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น เพราะฉะนั้นในการใช้จะมีข้อจำกัด โดยเฉพาะสูตรทั่วไปสามารถนำมาผสมกับสูตรฮอร์โมนได้ในการนำไปฉีดพ่นหรือราดลงดิน ส่วน&lt;u&gt;สูตรสมุนไพรควรใช้ต่างหาก ไม่ควรนำมาผสมกับสูตรทั่วไปหรือสูตรฮอร์โมน&lt;/u&gt; เพราะในสูตรสมุนไพรจะมีสารออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ สิ่งที่เราต้องการในสูตรทั่วไปและสูตรฮอร์โมนนั้น นอกจากธาตุอาหารของพืชแล้วเรายังต้องการกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ถ้าหากนำมาผสมและใช้ร่วมกับสูตรสมุนไพรจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ก็จะโดนทำลาย จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในสารสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพจะมีประโยชน์เมื่อนำไปฉีดพ่นพืชหรือราดลงในดิน จุลินทรีย์พวกนี้จะทำให้ดินโปร่ง ร่วยซุย และจะไปกำจัดจุลินทรีย์ที่ไม่มีประโยชน์ในดินและบนต้นพืช คือ จุลินทรีย์ก่อโรค นอกจากนั้นจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในสารสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพยังจะไปกำจัดจุลินทรีย์ที่ไม่มีประโยชน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดการเน่าและมีกลิ่นเหม็น) ในฟาร์มของเกษตรกรได้อีกด้วย เช่น ฟาร์มสุกร หรือฟาร์มไก่ที่ส่งกลิ่นเหม็นเป็นมลพิษทางอากาศ เป็นต้น  &lt;p align="justify"&gt;&lt;em&gt;อ้างอิง : ศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-6472240130642145829?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2008/10/3_11.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-8284842186048836010</guid><pubDate>Fri, 10 Oct 2008 06:52:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-10-10T13:52:34.191+07:00</atom:updated><title>
 </title><description>&lt;p align="justify"&gt;การส่งเสริมที่สำคัญอย่างหนึ่งที่กำลังเร่งกระทำอยู่ขณะนี้ คือ การเพิ่มผลผลิต โดยที่ถือว่าผลผลิตเป็นที่มาของรายได้ การผลิตนั้นทุกคนคงเห็นได้ไม่ยากว่า มีความเกี่ยวพันถึงความต้องการ ตลาด การจำหน่าย วิธีจัดกิจการ ตลอดจนถึงการนำรายได้ หรือผลประโยชน์จากการผลิตมาใช้สอยบริโภคด้วย ดังนั้น&lt;strong&gt;&lt;font color="#df9c20"&gt;การเพิ่มผลผลิตที่ถูกต้อง จึงมิใช่การใช้วิชาการทางการเกษตรเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตแต่เพียงอย่างเดียว&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; แต่หากต้องเป็นการใช้วิชาการทางการเกษตรประกอบกับวิชาการด้านอื่นๆ ช่วยให้ผู้ผลิตได้รับประโยชน์ตอบแทนแรงงาน ความคิด และทุนของเขาที่ใช้ไปในการผลิตอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งให้สามารถนำผลตอบแทนนั้นมาใช้สอยปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ให้มั่นคงขึ้นได้ด้วย&lt;/p&gt; &lt;p align="right"&gt;&lt;em&gt;(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ &lt;br&gt;: ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๑)&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-8284842186048836010?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2008/10/blog-post_10.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink='false'>tag:blogger.com,1999:blog-8139447557524746267.post-5248654204132029838</guid><pubDate>Fri, 10 Oct 2008 04:53:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-10-10T11:53:58.978+07:00</atom:updated><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปลูกแตงกวา</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การปรับปรุงคุณภาพดิน</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>สถานีทดลอง</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>โรคและแมลงศัตรูพืช</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>การทำเกษตรอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>research farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>organic farm</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>ปุ๋ยอินทรีย์</category><category domain='http://www.blogger.com/atom/ns#'>น้ำหมักชีวภาพและสารสกัดชีวภาพ</category><title>น้ำหมักชีวภาพและสารสกัดชีวภาพจากพืชสมุนไพร (2)</title><description>&lt;p align="justify"&gt;น้ำหมักชีวภาพ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ย และป้องกันกำจัดศัตรูพืชแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้ น้ำหมักชีวภาพประกอบด้วยสารอินทรีย์ต่างๆหลายชินด เช่น ฮอร์โมน เอนไซม์ และธาตุอาหารต่างๆ เป็นสารเพิ่มความต้านทานต่อโรคและแมลงให้พืช เอนไซม์บางชนิดจะทำหน้าที่ย่อยอินทรีย์วัตถุให้เป็นอาหารของจุลินทรีย์ และเป็นอาหารของพืช ฮอร์โมนที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นก็เป็นประโยชน์กับพืชถ้าให้ในปริมาณเล็กน้อย แต่หากเข้มข้นเกินไปจะทำให้พืชตายได้ ดังนั้น &lt;u&gt;การใช้น้ำหมักชีวภาพจำเป็นต้องให้ในอัตราเจือจาง &lt;/u&gt; &lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://lh6.ggpht.com/nonny264/SO7fzY96IZI/AAAAAAAADYA/HeSAkhKjTnc/s1600-h/DSCF0565%5B9%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right: 0px; border-top: 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="260" alt="น้ำหมักชีวภาพสูตรเร่งการออกดอกและบำรุงราก" src="http://lh5.ggpht.com/nonny264/SO7f2KMmJ3I/AAAAAAAADYE/LqbmYaWo304/DSCF0565_thumb%5B7%5D.jpg?imgmax=800" width="340" border="0"&gt;&lt;/a&gt; &lt;/p&gt; &lt;h3&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;&lt;u&gt;ชนิดของน้ำหมักชีวภาพ&lt;/u&gt;&lt;/font&gt; &lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้&lt;br&gt;&lt;strong&gt;1) สูตรบำรุงใบและลำต้น&lt;/strong&gt; ได้จากการหมักพืชและเศษอาหาร ปลา และหอย &lt;br&gt;&lt;strong&gt;2) สูตรบำรุงดอกและผล&lt;/strong&gt; ได้จากการหมักผลไม้สุกต่างๆ&lt;br&gt;&lt;strong&gt;3) สูตรป้องกันศัตรูพืช&lt;/strong&gt; ได้จากการหมักพืชสมุนไพรต่างๆ&lt;br&gt; &lt;h3 align="justify"&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;&lt;b&gt;น้ำหมักชีวภาพ&lt;/b&gt;&lt;b&gt;สูตรเร่งการเจริญเติบโต&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;เศษผักชนิดอวบน้ำ 1 ส่วน&lt;br&gt;ผลไม้สุกทุกชนิด 2 ส่วน&lt;br&gt;หอยเชอรี่ 1 ส่วน&lt;br&gt;หัวเชื้อจุลินทรีย์ ร้อยละ 10 ของปริมาตรน้ำหมัก&lt;br&gt;กากน้ำตาล 1 ส่วน&lt;/p&gt; &lt;p align="justify"&gt;เตรียมวัสดุหมักตามสูตรกำหนด ถ้าสามารถบดให้ละเอียดได้ยิ่งดี ใส่ลงในถังหมัก เติมกากน้ำตาลเติมน้ำให้พอท่วมวัสดุ แล้วเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ประมาณ ร้อยละ 10 ของปริมาตรน้ำหมัก ผสมให้เข้ากัน ปิดฝาหมักทิ้งไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ &lt;u&gt;นำไปผสมน้ำหนึ่งต่อหนึ่งพ่นฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง&lt;/u&gt;&lt;/p&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt; &lt;h3 align="justify"&gt;&lt;br&gt;น้ำหมักชีวภาพ&lt;/b&gt;&lt;b&gt;สูตรเร่งการออกดอกและบำรุงราก&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;/font&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;b&gt;&lt;/b&gt;มะละกอสุก 20 กิโลกรัม&lt;br&gt;ฟักทองแก่จัด 20 กิโลกรัม&lt;br&gt;กล้วยน้ำว้าสุก 20 กิโลกรัม&lt;br&gt;หัวเชื้อจุลินทรีย์ 2 ลิตร&lt;br&gt;กากน้ำตาล 5 ลิตร&lt;br&gt;น้ำสะอาด 100 ลิตร&lt;/p&gt; &lt;p align="justify"&gt;หั่นผลไม้ให้ละเอียดใส่ในถังผสมให้เข้ากันเติมเชื้อจุลินทรีย์และกากน้ำตาล เติมน้ำให้ท่วมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดฝาหมักทิ้งไว้ 7-10 วัน จึงนำไป&lt;u&gt;ผสมกับน้ำ 1 : 1000 ฉีดพ่นทางใบหรือราดลงดินช่วงที่พืชผักติดดอกสัปดาห์ละครั้ง&lt;/u&gt;&lt;/p&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;&lt;b&gt; &lt;h3 align="justify"&gt;&lt;br&gt;น้ำหมักชีวภาพ&lt;/b&gt;&lt;b&gt;สูตรฆ่าเพลี้ยและไรแดง&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;b&gt;&lt;/b&gt;ใบสาบเสือ 5 กิโลกรัม&lt;br&gt;ใบน้อยหน่า 5 กิโลกรัม&lt;br&gt;ใบหรือดอกดาวเรือง 5 กิโลกรัม&lt;br&gt;ใบสะเดา/เมล็ด 5 กิโลกรัม&lt;br&gt;โหระพา 2 กิโลกรัม&lt;br&gt;กระเทียม 1 กิโลกรัม&lt;/p&gt; &lt;p align="justify"&gt;โขลกส่วนผสมหรือทุบให้แตก หมักในถังที่มีส่วนผสมของเหล้าขาว 40 ดีกรี (หรือใช้เอทานอล 70% เจือจาง) และน้ำส้มสายชู 5% อัตราส่วน 2 : 1 ให้ท่วมวัสดุหมักแล้วเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ร้อยละ 10 ของปริมาตรน้ำหมัก หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 1 คืน &lt;p align="justify"&gt;วิธีใช้&lt;u&gt;ผสมสารสกัดกับน้ำอัตราส่วน 1 : 5 และเติมน้ำสบู่เหลว (สารจับใบ) เล็กน้อย แล้วนำไปฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน&lt;/u&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;u&gt;&lt;/u&gt;&amp;nbsp; &lt;h3&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;&lt;b&gt;น้ำหมักชีวภาพ&lt;/b&gt;&lt;b&gt;สูตรกำจัดหนอนกัดกินใบและหนอนใยผัก&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;ใบสะเดา 2 ส่วน&lt;br&gt;ตะไคร้หอม 2 ส่วน&lt;br&gt;ขมิ้นชัน 1 ส่วน&lt;br&gt;ข่าแก่ 1 ส่วน &lt;p align="justify"&gt;โขลกวัสดุให้แหลก หมักผสมกับน้ำ 8 ส่วนทิ้งไว้ 1 คืนจึงนำไปฉีดพ่น &lt;h3&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;&lt;b&gt;&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&amp;nbsp;&lt;/h3&gt; &lt;h3&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;&lt;b&gt;น้ำหมักชีวภาพ&lt;/b&gt;&lt;b&gt;สูตรควบคุมหนอน แมลงวันและด้วงเต่าแตง&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;ขี้เถ้าไม้ และปูนขาวอย่างละ 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 8 ลิตรทิ้งไว้ให้ตกตะกอนประมาณ 1 คืน นำไปฉีดพ่นทุก 5 วัน &lt;p align="justify"&gt;&amp;nbsp; &lt;p align="justify"&gt;ในการปลูกแตงกวา สามารถใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆเพื่อป้องกันเพลี้ยไฟ (&lt;i&gt;Haplotrips floricola&lt;/i&gt;) เพลี้ยอ่อน (&lt;i&gt;Aphids gossypii&lt;/i&gt;)&amp;nbsp; ไรแดง (&lt;i&gt;Tetramychus &lt;/i&gt;spp.)&amp;nbsp; เต่าแตงแดงและเต่าแตงดำ&lt;br&gt;สำหรับโรคราน้ำค้าง ใบด่าง ผลเน่า จะใช้บาซิลลัส ซับทิลิส (&lt;em&gt;Bacillus subtilis : BT)&lt;/em&gt; หมักกับกากน้ำตาลเติมอากาศขยายเพิ่มจำนวน ฉีดพ่นทุกสัปดาห์ &lt;/p&gt; &lt;p align="justify"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt; &lt;h3&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#acd694"&gt;ประโยชน์ของการใช้น้ำหมักชีวภาพ&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h3&gt; &lt;p align="justify"&gt;1) ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการเพาะปลูก&lt;br&gt;2) ผลผลิตปราศจากสารเคมีตกค้าง ปลอดภัยต่อการบริโภค&lt;br&gt;3) ช่วยปรับสภาพของดินให้ดีขึ้น ดินโปร่ง ร่วนซุย และลดการเสื่อมสภาพของดิน&lt;br&gt;4) ช่วยในการย่อยสลายอินทรีย์สารในดินได้ดีและเร็วขึ้น&lt;br&gt;&lt;/p&gt; &lt;p align="justify"&gt;&lt;a href="http://hcsupply.blogspot.com/2008/10/b-subtilis.html"&gt;&lt;font color="#ff8d1c"&gt;&lt;strong&gt;&lt;a href="http://lh4.ggpht.com/nonny264/SO7f3YZEaWI/AAAAAAAADYI/G7Kx6Lackao/s1600-h/link_icon%5B4%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right: 0px; border-top: 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="20" alt="link_icon" src="http://lh4.ggpht.com/nonny264/SO7f5EnJWxI/AAAAAAAADYM/Ppk5dD7ws7g/link_icon_thumb%5B2%5D.jpg?imgmax=800" width="20" align="left" border="0"&gt;&lt;/a&gt; สูตรการขยายเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis (บาซิลลัส ซับทิลีส)&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-4555190450375587";
/* 250x250, banner */
google_ad_slot = "2086957778";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8139447557524746267-5248654204132029838?l=hcsupply.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://hcsupply.blogspot.com/2008/10/2.html</link><author>nonny264@gmail.com (Nonny*)</author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></item></channel></rss>